Categories

2024 © SIS-ACADEMY.COM | BY PONGLADA NIYOMPONG

Edit Template

let’s connect

Edit Template

รีวิวเที่ยวสิงคโปร์ 3 วัน 12 ที่ในงบ 15,000 บาท (ฉบับปี 2022)

หลังจากการเที่ยวต่างประเทศหยุดชะงักไป 2 ปีเพราะโควิด-19 ในที่สุดปี 2022 พวกเราก็สามารถออกเดินทางได้อีกครั้ง จุดหมายแรกของซิสคือ สิงคโปร์ ประเทศเพื่อนบ้านที่ยังไม่เคยไปเยือน บินเพียง 2 ชั่วโมง บ้านเมืองสะอาด ปลอดภัย ระบบขนส่งสาธารณะสะดวกสบาย สามารถเที่ยวด้วยตัวเองได้สบายๆ เลยค่ะ

ทริปนี้เป็นการเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืนในเดือนมิถุนายน อากาศร้อนมาก ร้อนแบบกรุงเทพฯ ยังต้องยอมแพ้ สลับกับฝนตก อากาศที่เปลี่ยนแปลงไวทำให้ซิสภูมิแพ้กำเริบและลงเอยด้วยการเป็นหวัดที่สิงคโปร์ กลับมาก็ยังป่วยไปอีกเป็นสัปดาห์จนนึกว่าติดโควิดซะแล้ว

วางแผนการเดินทางด้วย Travel Planner

ซิสเป็นคนที่ชอบวางแผนการเดินทางแบบละเอียด (แต่ก็ไม่ค่อยทำตามแผน มีไว้ให้อุ่นใจ 😂) เลยทำตารางเที่ยวขึ้นมาว่า 4 วัน 3 คืนจะไปไหนบ้าง เวลาเปิดปิดของสถานที่ เดินทางยังไง ใช้เวลากี่นาที มีกฏข้อบังคับอะไรหรือไม่

รวมถึงทำเช็คลิสต์เอกสารเดินทาง ไอเทมที่ต้องพกไปและซื้อตั๋วเข้าสถานที่ท่องเที่ยวไว้ล่วงหน้า ทั้งหมดรวมอยู่ใน Travel Planner นี้เลย สามารถดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรี แจกเป็นของขวัญให้เพื่อนๆ ชาว Sis Academy ที่สนับสนุนกันมาโดยตลอดค่ะ 😊

ซิสโหลดไฟล์นี้เก็บไว้ในมือถือ ใช้แสดงเอกสารให้ตม. แสดงตั๋วเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว และไว้เช็คกำหนดการว่าต้องไปที่ไหนต่อ สะดวกสบายมาก



เตรียมเอกสารเข้าประเทศ

ซิสจองตั๋วเครื่องบินและวางแผนเที่ยวสิงคโปร์ล่วงหน้า 2 เดือน ในช่วงนั้นรัฐบาลไทยและรัฐบาลสิงคโปร์ผ่อนปรนข้อปฏิบัติต่างๆ ในการเข้าประเทศแล้ว โดยเอกสารที่ได้ใช้จริงๆ มีดังนี้ค่ะ

เอกสารเข้าประเทศสิงคโปร์

  • ตั๋วเครื่องบิน
  • พาสปอร์ตที่มีอายุมากกว่า 6 เดือน
  • International vaccine certificate (ขอจากแอปหมอพร้อม)
  • กรอก SG Arrival Card ภายใน 3 วันก่อนเดินทาง

เอกสารเข้าประเทศไทย

  • ตั๋วเครื่องบิน
  • พาสปอร์ตที่มีอายุมากกว่า 6 เดือน
  • International vaccine certificate (ขอจากแอปหมอพร้อม)

ไอเทมที่ควรมีติดตัว

แต่ละคนอาจจะต้องเตรียมไอเทมแตกต่างกันไปตามสถานที่ท่องเที่ยว แต่สิ่งของที่ซิสแนะนำให้พกไปไม่ว่าคุณจะไปเที่ยวที่ไหนในสิงคโปร์มีดังนี้ค่ะ

  • พัดลมห้อยคอ/พัด/สเปรย์เย็น: ไอเทมชุบชีวิตที่ใช้งานคุ้มค่ามาก เพราะอากาศสิงคโปร์ร้อนกว่าเมืองไทยมาก แถมร้อนแบบเหนียวเหนอะหนะด้วย
  • ร่ม: ใช้ทั้งกันแดดและกันฝน โดยเฉพาะถ้าคุณกลัวผิวเสีย ซิสว่าแค่ครีมกันแดดเอาไม่อยู่ ถ้าใส่เสื้อแขนยาวก็ยิ่งร้อน จึงแนะนำให้พกร่มไว้ดีกว่าค่ะ
  • รองเท้าแตะ: โดยเฉพาะหากคุณไปเที่ยวช่วงฤดูฝน ควรพกรองเท้าแตะติดตัวไปด้วย
  • ยาดม: หากแผนของคุณคือการเดินชมเมืองท่ามกลางอากาศร้อน หรือคนที่เป็นภูมิแพ้คัดจมูก ยามดมเป็นอีกหนึ่งไอเทมชุบชีวิตต้องมีเลยค่ะ
  • เสื้อกันฝน: ไอเทมพิเศษสำหรับคนที่จะไปเที่ยว Universal Studios Singapore แล้วจะเล่นเครื่องเล่นล่องแก่ง การันตีว่าเปียกชุ่มช่ำทั้งตัวแน่นอน ซึ่งเสื้อกันฝนที่สวนสนุกราคา 5 SGD (ประมาณ 127 บาท) ดังนั้นถ้ามีที่ว่างในกระเป๋า พกจากเมืองไทยไปถูกกว่าเยอะเลยค่ะ

แผนเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน

วางแผนไว้ก่อนอุ่นใจกว่า แต่ก็ควรมีความยืดหยุ่นหากสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามแผน เพราะการเดินทางมักเต็มไปด้วยเรื่องเซอร์ไพรส์เสมอ

เหมือนกับการเดินทางวันแรกของซิส ที่ยังไม่ทันไปเหยียบสิงคโปร์ก็เซอร์ไพรส์เลยค่ะ เครื่องบินดีเลย์ไป 4 ชั่วโมง! ทางสายการบินชดเชยให้ผู้โดยสารด้วยคูปองอาหาร 300 บาท ใช้ได้กับร้านที่ร่วมรายการซึ่งมีอยู่ไม่กี่ร้าน เช่น Subway, Burger King, Daiy Queen ดังนั้นผู้โดยสารจึงมาอออยู่ร้านเดียวกันเกือบหมดเลย

ประสบการณ์เจอเครื่องบินดีเลย์ครั้งแรกนี้ทำให้ซิสได้เรียนรู้ว่า เราควรวางแผนวันแรกและวันกลับอย่างยืดหยุ่นที่สุด รวมถึงซื้อประกันเดินทางที่ครอบคลุมการชดเชยเครื่องบินดีเลย์เผื่อไว้ อย่างน้อยก็ได้เงินชดเชยจากค่าเสียเวลาและเสียความรู้สึก โชคดีที่วันแรกไม่ได้จองตั๋วเที่ยวอะไรไว้ ไม่งั้นเสียตั๋วฟรี เพราะจากที่ควรจะถึงสิงคโปร์ตอนบ่าย กลายเป็นถึงตอนหัวค่ำแทน เพลียทั้งกายและใจ วันแรกเลยตรงดิ่งเข้าที่พักนอนเลย

แผนการท่องเที่ยว 4 วัน 3 คืนเลยกลายเป็นดังนี้

วันที่ 1: เข้าที่พัก ibis budget Singapore Emerald

วันที่ 2: เที่ยวเกาะ Sentosa – สวนสนุก Universal Studios Singapore และคาสิโน

วันที่ 3: เที่ยวตาม MRT – สวน Fort Canning Park, ช้อปปิ้ง Orchard Road, เดินป่า The Forest Walk, ชมสวนดอกไม้ Garden by the Bay, ขึ้นชิงช้าสวรรค์ Singapore Flyer, ชมงานไฟประดับ i Light Marina Bay

วันที่ 4: เที่ยวพิพิธภัณฑ์ – Art Science Museum และ National Museum

วิธีการเดินทางภายในสิงคโปร์

ทริปนี้ซิสเดินทางด้วยระบบขนส่ง 3 อย่าง ได้แก่ รถบัส, รถไฟฟ้า และกระเช้าลอยฟ้า (Cable Car) ตอนที่ไปกลับเกาะ Sentosa ค่ะ

ระบบขนส่งสาธารณะของสิงคโปร์สะดวกสบายมาก เหมือนกับที่ญี่ปุ่นเลยค่ะ รถไฟฟ้าและรถเมล์รับส่งตรงเวลา เช็คเวลาผ่าน Google Maps หรือตรงป้ายสถานีได้ ภายในรถสะอาดสอ้าน จ่ายเงินค่ารถผ่านบัตรหรือเงินสดก็ได้ ซึ่งแนะนำให้จ่ายผ่านบัตรค่ะ เพราะคนขับรถบัสไม่มีเงินทอนให้ ดังนั้นถ้าจ่ายด้วยเงินสดต้องเตรียมให้พอดีหรือจ่ายเกินเท่านั้นค่ะ

สำหรับบัตรที่ใช้จ่ายค่ารถมี 3 ประเภท ได้แก่ 1. บัตร EZ Link ซึ่งต้องเติมเงินเข้าไป (เหมือนบัตร BTS/MRT) 2. บัตร Travel Card เช่น Visa, Mastercard ที่ใช้ในต่างประเทศได้ 3. บัตร Singapore Tourist Pass โดยซิสใช้บัตร Singapore Tourist Pass กับบัตร SCB Travel Card

สำหรับคนที่เที่ยวหลายที่ ขึ้นลงหลายสถานี แนะนำให้ใช้ Singapore Tourist Pass ค่ะ คุ้มมาก! มีให้เลือกแบบ 1 วัน, 2 วันและ 3 วัน ซึ่งซิสซื้อแบบ 3 วัน ราคา 30 SGD (~770 บาท) ใช้ขึ้นรถไฟฟ้าและรถบัสได้ไม่จำกัดตลอด 3 วัน และสามารถนำบัตรมาแลกเงินคืนได้อีก 10 SGD สรุปแล้วถ้าใครคืนบัตร ก็จ่ายเพียง 20 SGD (~510 บาท) หรือจะเก็บบัตรไว้เป็นที่ระลึกแบบซิสก็ได้ (ความจริงคือหาตู้คืนบัตรไม่เจอ ฮ่าๆ)

รถไฟฟ้า: วิธีขึ้นรถไฟฟ้าเหมือนกับบ้านเรา ใช้บัตรแตะเข้าออกสถานี ซึ่งวันแรกที่ซิสยังไม่มีบัตร Singapore Tourist Pass ก็ใช้บัตร Planet SCB ซึ่งเป็นบัตร Visa ประเภท Travel Card แตะจ่ายค่ะ ระบบจะหักเงินในบัญชีอัตโนมัติเอง ถ้าไม่มีบัตรจริงๆ สามารถซื้อบัตร EZ Link ที่สถานีได้ค่ะ

รถบัส: วิธีขึ้นรถบัสให้ขึ้นที่ประตูหน้าตรงคนขับและลงที่ประตูหลัง เมื่อขึ้นไปให้แตะบัตร EZ Link, Tourist Pass หรือ  Travel Card ก่อน เมื่อใกล้ถึงป้ายที่จะลงให้กดกริ่ง จากนั้นแตะบัตรออกที่ประตูหลังค่ะ ระบบจะหักเงินอัตโนมัติ รถเมล์บางคันจะมีเสียงประกาศแจ้งว่าถึงสถานีไหนแล้ว แต่บางคันก็ไม่มีค่ะ ดังนั้นต้องคอยดู Google Maps ดีๆ ว่าถึงสถานีไหนแล้ว 

ประทับใจรถบัสมาก สะอาด ตรงเวลา รถไม่ติด มีที่นั่งตลอด แถมไปจอดหน้าสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ โดยแทบไม่ต้องเดินต่อเลย

กระเช้าลอยฟ้า (Cable Car): ซิสนั่งกระเช้าลอยฟ้าไปกลับเกาะ Sentosa โดยจองบัตรโดยสารแบบ 1 round trip ผ่าน Klook หลังใช้โค้ดส่วนลดแล้ว ได้มาในราคา 520 บาท ขึ้นลงได้ทุกสถานี สถานีละ 1 ครั้ง คุ้มค่าสำหรับคนที่อยากชมวิวสิงคโปร์จากมุมสูง



13 สถานที่ท่องเที่ยวสิงคโปร์ภายใน 3 วัน

ต้องขอบคุณขนส่งสาธารณะที่สะดวกสบาย ทำให้เราสามารถเที่ยวไปแทบจะครึ่งเกาะสิงคโปร์ภายใน 3 วัน โดยซิสไปมาทั้งหมด 13 ที่ตามลำดับดังนี้ค่ะ

1. สวนสนุก Universal Studios Singapore

รีวิวเที่ยวสิงคโปร์ Universal Studios Singapore

ดินแดนแห่งความฝันที่เต็มไปด้วยเครื่องเล่นจากภาพยนตร์เรื่องโปรด ทั้ง Transformer, The Mummy, Shrek และอีกมากมาย กรี๊ดคอแตก สนุกทุกเครื่องเล่นโดยที่ชอบที่สุดคือ รถไฟเหาะคู่และเครื่องเล่น Transformers 3D ที่ทำให้เราอยากจะกลับมาดูภาพยนตร์ Transformer เลย

ช่วงที่ไปตรงกับเทศกาล Minions ซึ่งกำลังโปรโมทภาพยนตร์ Minions: The Rise of Gru ที่กำลังจะเข้าฉายพอดี สามารถอ่านรีวิวเที่ยวสวนสนุก Universal Studios Singapore ฉบับเต็มได้ที่นี่ค่ะ

2. Cable Car

รีวิวเที่ยวสิงคโปร์ Singapore Cable Car_1

คนที่รักการชมวิวจากมุมสูง ขอแนะนำให้นั่งกระเช้าลอยฟ้าชมภูเขา ทะเลและเกาะเซนโตซ่า โดยสถานีกระเช้าลอยฟ้ามีทั้งหมด 6 สถานี แต่ละสถานีมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจแตกต่างกัน ตั้งแต่ภูเขาที่รายล้อมไปด้วยป่าดงดิบไปจนถึงชายหาดที่เงียบสงบ อ่านรีวิว Singapore Cable Car ฉบับเต็มได้ที่นี่

3. Resort World Sentosa Casino

รีวิวเที่ยวสิงคโปร์ Casino

ครั้งแรกในชีวิตที่ได้เที่ยวคาสิโน เข้าใจแล้วว่าทำไมใครหลายๆ คนติดใจคาสิโน ข้างในคาสิโนดูหรูหราสะอาดสอ้าน มีเครื่องสล็อตแมชชีนวางเรียงรายหลายร้อยเครื่อง มีโต๊ะวางเดิมพันที่มีดีลเลอร์กับเกมพนันมากมายที่ไม่รู้จัก มันตื่นเต้นตระการตาไปหมด มือใหม่หัดเล่นอย่างเราได้ลองเล่นเครื่องง่ายๆ อย่างสลอตแมชชีนที่ได้เงินไวมาก (และหายไปไวมาก เช่นกัน ฮ่าๆ) สามารถอ่านรีวิวเที่ยวคาสิโน Resort World Sentosa ได้ที่นี่

4. Fort Canning Park

หนึ่งในมุมถ่ายรูปยอดฮิตที่ถ้าคุณเข้า #เที่ยวสิงคโปร์ ในไอจีจะต้องเห็นรูปอุโมงค์ต้นไม้ Fort Canning Tunnel อย่างแน่นอน

Fort Canning Park เป็นสวนสาธารณะที่เคยเป็นป้อมปราการมาก่อนตามชื่อ ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง 48 เมตร พื้นที่กว้างถึง 18 เฮคเตอร์ สำหรับคนที่ต้องการไปเพื่อถ่ายรูปที่อุโมงค์ต้นไม้อย่างเดียว ให้ปักหมุดที่ ‘Fort Canning Tunnel’ ทางเข้าจะอยู่ติดกับป้ายรถเมล์และสถานีรถไฟฟ้า MRT Dhoby Ghaut เลยค่ะ เดินเพียง 2 นาทีก็ถึงจุดถ่ายรูปแล้ว ส่วนคณะเดินทางของซิสดันปักหมุดที่ ‘Fort Canning Park’ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับอุโมงค์ต้นไม้เลยค่ะ ใช้เวลาเดินข้ามเนินราว 40 นาที ถึงจะถึงจุดหมาย 

ทั้งสวนสาธารณะคนโล่งมาก คนมารวมกันอยู่ที่อุโมงค์ต้นไม้ รอคิวถ่ายรูปนานสักพักใหญ่ๆ เลยค่ะ 

โดยส่วนตัวเราประทับใจสวนสาธารณะมากกว่าอุโมงค์ต้นไม้ ร่มรื่น มีแต่ต้นไม้สูงใหญ่ ใบไม้ใหญ่มาก ไม่รู้ว่าพันธุ์อะไร แต่นึกถึงป่าดึกดำบรรพ์ในหนังไดโนเสาร์ 

5. Orchard Library

สถานที่เที่ยวแนะนำสำหรับชาวหนอนหนังสือ ห้องสมุด Orchard ตั้งอยู่ในห้าง Orchard Gateway ชั้น L3 และ L4 ซึ่งอยู่ตรงสถานีรถไฟใต้ดิน Somerset ค่ะ เป็นหนึ่งในห้องสมุดที่พบบ่อยของชาว #Bookstagram

ที่นี่เป็นห้องสมุดสาธารณะ สามารถเดินเข้าไปได้เลย ไม่ต้องแลกบัตรใดๆ มีคนมาอ่านหนังสือกันครึกครื้นและมีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปด้วย

6. Forest Trail

สวนสาธารณะป่าดงดิบใจกลางเมืองสิงคโปร์ที่คนกลัวความสูงหวาดเสียวแน่นอน เป็นทางเดินชมธรรมชาติยาว 10 กิโลเมตรเริ่มตั้งแต่ Marang Trail > Faber Trail > Henderson Waves > Hilltop Walk > Forest Walk > Alexandra Arch > Hort Park > Canopy Walk ใช้เวลาเดินรวมทั้งหมดประมาณ 3-5 ชั่วโมงค่ะ ซึ่งเราสามารถเลือกเดินแค่บางเส้นทางที่ต้องการได้ 

เนื่องจากมีเวลาจำกัด ซิสจึงเลือกเดินเล่นจาก Canopy Walk ไปจนถึง Forest Walk ใช้เวลา 1.30 ชั่วโมง ระหว่างทางพบคนท้องถิ่นมากกว่านักท่องเที่ยว มีทั้งคู่รักมาออกเดท, กลุ่มเพื่อนที่มาถ่ายคลิปเต้นสนุกๆ กัน, ครอบครัวพาลูกๆ มาวิ่งเล่น และคนที่มาวิ่งออกกำลังกาย ยอมใจจริงๆ ตอนเที่ยงแดดเปรี้ยงก็ยังเจอคนมาวิ่งเรื่อยๆ 

7. Garden By The Bay

สวนพฤษชาติชื่อดังของสิงคโปร์ที่มีพืชและดอกไม้นานาชนิดมาจัดแสดง โดยมีโดมจัดแสดงทั้งหมด 2 โดม คือ ​​Floral Fantasy และ Flower Dome & Cloud Forest ซิสซื้อบัตรเข้าชมจาก Klook ราคา 743 บาท สามารถเอา QR code ให้เจ้าหน้าที่แสกนแล้วเข้าชมได้เลย

8. Singapore Flyer

ชิงช้าสวรรค์ที่จะพาเราชมวิว Marina Bay โดย 1 แคปซูลจุผู้โดยสารได้ 8 คน โดยพนักงานจัดให้คนที่มาด้วยกันได้นั่งด้วยกัน 1 รอบใช้เวลาราว 30 นาที ในแคปซูลมีคำบรรยายภาษาอังกฤษเล่าถึงสถานที่ต่างๆ ที่มองเห็นจากแคปซูลได้ให้ฟังเพลินๆ ถือเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายที่ได้ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับทัศนียภาพมุมสูง

ซิสซื้อตั๋วผ่าน Klook เช่นเคย โดยซื้อเป็นแพคเกจ Singapore Flyer & Time Capsule ด้วย ราคารวม 1,028 บาท

9. นิทรรศการ Time Capsule

นิทรรศการ Time Capsule ตั้งอยู่ตึกเดียวกับชิงช้าสวรรค์ Singapore Flyer เลยค่ะ โดยในนิทรรศการจะเล่าถึงประวัติความเป็นมาของเกาะสิงคโปร์แบบล้ำยุค โดยมีหุ่นยนต์มาสคอตพาเราท่องอดีตไปตั้งแต่การค้นพบเกาะสิงคโปร์โดยเจ้าชายชวา ซึ่เจ้าชายได้พบกับสิงโตบนเกาะ จึงเรียกเกาะนี้ว่า Singapura ซึ่งแปลว่า เมืองแห่งสิงโตและเป็นที่มาของสัญลักษณ์ Merlion ที่มีส่วนหัวเป็นสิงโต ส่วนร่างเป็นปลาแสดงถึงว่าที่นี่เคยเป็นหมู่บ้านชาวประมงมาก่อน

10. i Light Festival 

งานเทศกาลไฟ i Light Festival จัดขึ้นทุกปีมาตั้งแต่ปี 2010 ที่ Marina Bay ช่วงเดือนมิถุนายน โดยปี 2022 ที่ซิสไปมีการจัดแสดงไฟในรูปแบบสร้างสรรค์กว่า 20 จุดรอบอ่าว งานนี้มีคนมหาศาลมาก ทำให้นึกถึงงานลอยกระทงบ้านเราที่คนเบียดเสียดแออัดมาก

11. Art Science Museum

พิพิธภัณฑ์ที่ผสมผสานวิทยาศาสตร์กับงานศิลปะที่แค่ดีไซน์ตึกก็ชวนดึงดูดให้เข้าไปชมแล้ว ซิสซื้อค่าตั๋วเข้าชมจาก Klook ราคา 443 บาท ในพิพิธภัณฑ์เต็มไปด้วยผู้ปกครองที่พาลูกหลานมาทัศนศึกษา โดยสังเกตว่าผู้ปกครองสอนลูกกันอย่างจริงจังมาก ไม่ได้ดูเคร่งเครียด แต่คอยป้อนความรู้ให้ลูกตอนที่ลูกเล่นสนุกไปด้วย

12. พิพิธภัณฑ์แห่งชาติสิงคโปร์ Singapore National Museum

เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่คนรักการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ควรแวะไปชม ค่าตั๋วเข้าชมจาก Klook ราคา 221 บาท มีวัตถุโบราณและเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ที่สำคัญของสิงคโปร์ ชอบวิธีการจัดแสดงและลำดับการเล่าเรื่อง มันดูน่าสนใจไปหมด 

ที่จริงวันที่ซิสไปชมพิพิธภัณฑ์ทั้ง 2 แห่ง เริ่มมีอาการป่วยจากการเดินตากแดดตากฝนและเบียดเสียดฝูงชนในงาน i Light Festival เมื่อคืนก่อน รวมถึงวันนี้เป็นวันสุดท้ายในสิงคโปร์ จึงเช็คเอาท์และแบกกระเป๋าเตรียมกลับมาด้วย ดังนั้นสภาพวันเที่ยวพิพิธภัณฑ์จึงยับเยินมาก สมองไม่ทำงาน เลยเข้าไปเดินกดชัตเตอร์รัวๆ ไม่ค่อยได้อ่านข้อมูลอะไรมาก แอบเสียดายเพราะที่จริงพิพิธภัณฑ์ทั้งสองแห่งจัดแสดงดีมาก มีการใช้เทคโนโลยีมาเล่าเรื่องได้อย่างน่าสนใจ 

นอกจากที่เที่ยวทั้ง 12 แห่งที่กล่าวมา ยังได้มีโอกาสไปเดินเล่นผ่านย่าน Chinatown ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนแถวเยาวราชและสำเพ็จบ้านเรา ส่วน Little India ให้ความรู้สึกเหมือนย่านสีลม แถวนั้นมีร้านอาหารอร่อยและราคาไม่แพงอยู่มากมาย

รีวิวที่พัก ibis budget Singapore Emerald

คณะเดินทางของซิสเลือกฝากกายไว้ที่โรงแรม ibis budget Singapore Emerald ตลอด 3 คืนเลยค่ะ จองผ่าน Agoda ราคาหลังใช้โค้ดส่วนลดเหลือ 859 บาทต่อคืน เหตุผลหลักที่เลือกพักที่นี่เพราะเดินทางสะดวก อยู่ใกล้ MRT Kallang เดินแค่ 10 นาที และห่างจากป้ายรถเมล์เพียง 3 นาทีค่ะ 

บริเวณรอบโรงแรมมีร้านสะดวกซื้อและร้านอาหารหลากหลายสไตล์ อาหารอินเดีย, อาหารจีน, คาเฟ่, หมูกะทะ, บุฟเฟ่ต์ชาบู และร้านเหล้าบรรยากาศดีๆ ในตอนกลางคืน

ในส่วนของโรงแรม เจ้าหน้าที่บริการสุภาพและให้ความช่วยเหลือดีค่ะ มีบริการทำความสะอาดเปลี่ยนผ้าขนหนูและผ้าปูที่นอนทุกวัน ภายในห้องพักมีของใช้ที่จำเป็นให้ครบ ได้แก่ น้ำเปล่าและชากาแฟฟรี, เครื่องทำน้ำอุ่น, ไดร์เป่าผม, ผ้าขนหนู, สบู่, แชมพู, แปรงสีฟันและยาสีฟัน ไม่จำเป็นต้องพกไปเองเลยค่ะ

มีข้อติข้อเดียวคือฝุ่นค่อนข้างเยอะ คนเป็นภูมิแพ้อย่างเราเปิดประตูเข้าไปสัมผัสได้ทันทีว่าฝุ่นเยอะ คัดจมูก ขนาดกินยาภูมิแพ้ดักไว้ทุกวันยังจามและนอนหายใจไม่สะดวกค่ะ 

ข้อควรระวังสำหรับคนแพ้อากาศ

พาร์ทนี้ขอบันทึกไว้เป็นอุทาหรณ์สำหรับตัวเองและคนที่มีโรคประจำตัวภูมิแพ้เหมือนกัน ทริปสิงคโปร์ครั้งนี้ทั้งสนุกและเข็ดสำหรับซิสจนไม่กล้าขึ้นเครื่องบินไปอีกนาน เที่ยว 3 วัน กลับมาป่วย 2 อาทิตย์จนนึกว่าติดโควิดแต่ไม่ใช่นะ อากาศร้อนสลับฝนทำให้เราเป็นภูมิแพ้ จากนั้นกลายเป็นหวัด ลงเอยด้วยไซนัสอักเสบ

สิ่งที่ทำให้ป่วยคือสภาพอากาศที่ร้อนสลับกับฝนตกค่ะ แต่สิ่งที่ทำให้อาการแย่ลงมากคืออุณหภูมิตอนนอน ซึ่งกลายมาเป็นบทเรียนสำคัญตอนแบ่งห้องนอนกับเพื่อนเลยค่ะ ทริปเราแบ่งห้องนอนกันด้วยปัจจัยแสงและเสียง เลยแบ่งห้องกันได้เป็น #ทีมนอนกรนเหมือนเปิดโรงละครโอเปร่า และ #ทีมนอนเงียบเหมือนซ้อมตุย คิดว่าแบ่งลงตัวแล้ว แต่ในสถานการณ์จริงเราลืมคิดไปถึงอีกปัจจัยคือ อุณหภูมิ เราขี้หนาว เพื่อนร่วมห้องขี้ร้อน เลยต้องเปิดแอร์ให้อุณหภูมิอยู่ตรงกลางที่เราทั้งคู่รับได้ แต่ก็ยังหนาวเกินไปสำหรับเรา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อาการป่วยซิสแย่ลงจนมีไข้ ดังนั้น

หากใครเคยบินตอนเป็นหวัดคัดจมูก คงจะรู้ดีว่ามันเป็นหนึ่งในความทรมานที่สุดในชีวิต! เพราะโพรงจมูกที่ตันมาเจอกับความกดดันอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้นั่งปวดร้าวไปทั้งโพรงจมูก ลามไปถึงเบ้าตาที่เหมือนจะหลุดออกมา ตอนลงเครื่องมาหูดับไปหนึ่งข้างเลยค่ะ (ถ้าไม่เคลียร์หูเลย แก้วหูคงแตกไปแล้ว รู้สึกแบบนั้นจริงๆ)

หากคุณเป็นภูมิแพ้อากาศหรือป่วยง่ายเวลาอากาศเปลี่ยน แนะนำให้เตรียมตัวดังนี้ค่ะ

  1. การเลือกที่พัก: นอกจากราคา สถานที่ตั้งและการบริการแล้ว แนะนำให้ดูรีวิวเรื่องความสะอาดของห้องด้วยค่ะ ถ้ามีงบสูง แนะนำให้เลือกที่พักที่เป็น Allergy Friendly Hotel เพื่อมั่นใจว่าที่พักสะอาดไร้ฝุ่น
  2. การเลือกเพื่อนร่วมห้องนอน: นอกจากไลฟ์สไตล์แล้ว ให้คำนึงถึงเสียง แสงและอุณหภูมิในห้อง ถ้าเข้ากันไม่ได้ อย่าฝืนแชร์ห้องเพื่อประหยัดเลยค่ะ พอป่วยขึ้นมาแล้วไม่คุ้มจริงๆ
  3. ดื่มเปล่าน้ำบ่อยๆ: เนื่องจากน้ำเปล่าที่สิงคโปร์ค่อนข้างแพง ขวดละ 40-60 บาท ส่วนน้ำหวานหรือน้ำอัดลมราคาถูกกว่า โดยอยู่ที่ 20-30 บาท ซิสผู้ชื่นชอบของหวานอยู่แล้วเลยจัดไป ดื่มแต่น้ำหวาน ทำให้อาการเจ็บคอจากภูมิแพ้ยิ่งหนัก การเปลี่ยนมาดื่มน้ำอุ่นช่วยบรรเทาอากาศเจ็บคอได้ดีขึ้นทันทีค่ะ
  4. เคลียร์หู: ถ้าจำเป็นต้องบินตอนที่คัดจมูก การเคลียร์หูช่วยลดอาการปวดไซนัสได้มากเลยค่ะ โดยซิสบีบจมูกเคลียร์หูตลอด 10-20 นาทีระหว่างเครื่องบินกำลังขึ้นและลง

สรุปค่าใช้จ่าย

สรุปค่าใช้จ่ายทริปสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืนของซิสคือ 17,105 บาทค่ะ แต่ได้เงินกลับมาจากคาสิโนเล็กน้อยประมาณ 1,200 บาท จึงเหมือนจ่ายไป 15,105 บาทค่ะ เป็นทริปที่สนุกและได้ประสบการณ์ดีๆ คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์

แล้วพบกันใหม่ในการผจญภัยครั้งหน้า



Total
0
Shares

รีวิวเที่ยวสิงคโปร์ 3 วัน 12 ที่ในงบ 15,000 บาท (ฉบับปี 2022)

♡ save for later

หลังจากการเที่ยวต่างประเทศหยุดชะงักไป 2 ปีเพราะโควิด-19 ในที่สุดปี 2022 พวกเราก็สามารถออกเดินทางได้อีกครั้ง จุดหมายแรกของซิสคือ สิงคโปร์ ประเทศเพื่อนบ้านที่ยังไม่เคยไปเยือน บินเพียง 2 ชั่วโมง บ้านเมืองสะอาด ปลอดภัย ระบบขนส่งสาธารณะสะดวกสบาย สามารถเที่ยวด้วยตัวเองได้สบายๆ เลยค่ะ

ทริปนี้เป็นการเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืนในเดือนมิถุนายน อากาศร้อนมาก ร้อนแบบกรุงเทพฯ ยังต้องยอมแพ้ สลับกับฝนตก อากาศที่เปลี่ยนแปลงไวทำให้ซิสภูมิแพ้กำเริบและลงเอยด้วยการเป็นหวัดที่สิงคโปร์ กลับมาก็ยังป่วยไปอีกเป็นสัปดาห์จนนึกว่าติดโควิดซะแล้ว

วางแผนการเดินทางด้วย Travel Planner

ซิสเป็นคนที่ชอบวางแผนการเดินทางแบบละเอียด (แต่ก็ไม่ค่อยทำตามแผน มีไว้ให้อุ่นใจ 😂) เลยทำตารางเที่ยวขึ้นมาว่า 4 วัน 3 คืนจะไปไหนบ้าง เวลาเปิดปิดของสถานที่ เดินทางยังไง ใช้เวลากี่นาที มีกฏข้อบังคับอะไรหรือไม่

รวมถึงทำเช็คลิสต์เอกสารเดินทาง ไอเทมที่ต้องพกไปและซื้อตั๋วเข้าสถานที่ท่องเที่ยวไว้ล่วงหน้า ทั้งหมดรวมอยู่ใน Travel Planner นี้เลย สามารถดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรี แจกเป็นของขวัญให้เพื่อนๆ ชาว Sis Academy ที่สนับสนุนกันมาโดยตลอดค่ะ 😊

ซิสโหลดไฟล์นี้เก็บไว้ในมือถือ ใช้แสดงเอกสารให้ตม. แสดงตั๋วเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว และไว้เช็คกำหนดการว่าต้องไปที่ไหนต่อ สะดวกสบายมาก





เตรียมเอกสารเข้าประเทศ

ซิสจองตั๋วเครื่องบินและวางแผนเที่ยวสิงคโปร์ล่วงหน้า 2 เดือน ในช่วงนั้นรัฐบาลไทยและรัฐบาลสิงคโปร์ผ่อนปรนข้อปฏิบัติต่างๆ ในการเข้าประเทศแล้ว โดยเอกสารที่ได้ใช้จริงๆ มีดังนี้ค่ะ

เอกสารเข้าประเทศสิงคโปร์

  • ตั๋วเครื่องบิน
  • พาสปอร์ตที่มีอายุมากกว่า 6 เดือน
  • International vaccine certificate (ขอจากแอปหมอพร้อม)
  • กรอก SG Arrival Card ภายใน 3 วันก่อนเดินทาง

เอกสารเข้าประเทศไทย

  • ตั๋วเครื่องบิน
  • พาสปอร์ตที่มีอายุมากกว่า 6 เดือน
  • International vaccine certificate (ขอจากแอปหมอพร้อม)

ไอเทมที่ควรมีติดตัว

แต่ละคนอาจจะต้องเตรียมไอเทมแตกต่างกันไปตามสถานที่ท่องเที่ยว แต่สิ่งของที่ซิสแนะนำให้พกไปไม่ว่าคุณจะไปเที่ยวที่ไหนในสิงคโปร์มีดังนี้ค่ะ

  • พัดลมห้อยคอ/พัด/สเปรย์เย็น: ไอเทมชุบชีวิตที่ใช้งานคุ้มค่ามาก เพราะอากาศสิงคโปร์ร้อนกว่าเมืองไทยมาก แถมร้อนแบบเหนียวเหนอะหนะด้วย
  • ร่ม: ใช้ทั้งกันแดดและกันฝน โดยเฉพาะถ้าคุณกลัวผิวเสีย ซิสว่าแค่ครีมกันแดดเอาไม่อยู่ ถ้าใส่เสื้อแขนยาวก็ยิ่งร้อน จึงแนะนำให้พกร่มไว้ดีกว่าค่ะ
  • รองเท้าแตะ: โดยเฉพาะหากคุณไปเที่ยวช่วงฤดูฝน ควรพกรองเท้าแตะติดตัวไปด้วย
  • ยาดม: หากแผนของคุณคือการเดินชมเมืองท่ามกลางอากาศร้อน หรือคนที่เป็นภูมิแพ้คัดจมูก ยามดมเป็นอีกหนึ่งไอเทมชุบชีวิตต้องมีเลยค่ะ
  • เสื้อกันฝน: ไอเทมพิเศษสำหรับคนที่จะไปเที่ยว Universal Studios Singapore แล้วจะเล่นเครื่องเล่นล่องแก่ง การันตีว่าเปียกชุ่มช่ำทั้งตัวแน่นอน ซึ่งเสื้อกันฝนที่สวนสนุกราคา 5 SGD (ประมาณ 127 บาท) ดังนั้นถ้ามีที่ว่างในกระเป๋า พกจากเมืองไทยไปถูกกว่าเยอะเลยค่ะ

แผนเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน

วางแผนไว้ก่อนอุ่นใจกว่า แต่ก็ควรมีความยืดหยุ่นหากสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามแผน เพราะการเดินทางมักเต็มไปด้วยเรื่องเซอร์ไพรส์เสมอ

เหมือนกับการเดินทางวันแรกของซิส ที่ยังไม่ทันไปเหยียบสิงคโปร์ก็เซอร์ไพรส์เลยค่ะ เครื่องบินดีเลย์ไป 4 ชั่วโมง! ทางสายการบินชดเชยให้ผู้โดยสารด้วยคูปองอาหาร 300 บาท ใช้ได้กับร้านที่ร่วมรายการซึ่งมีอยู่ไม่กี่ร้าน เช่น Subway, Burger King, Daiy Queen ดังนั้นผู้โดยสารจึงมาอออยู่ร้านเดียวกันเกือบหมดเลย

ประสบการณ์เจอเครื่องบินดีเลย์ครั้งแรกนี้ทำให้ซิสได้เรียนรู้ว่า เราควรวางแผนวันแรกและวันกลับอย่างยืดหยุ่นที่สุด รวมถึงซื้อประกันเดินทางที่ครอบคลุมการชดเชยเครื่องบินดีเลย์เผื่อไว้ อย่างน้อยก็ได้เงินชดเชยจากค่าเสียเวลาและเสียความรู้สึก โชคดีที่วันแรกไม่ได้จองตั๋วเที่ยวอะไรไว้ ไม่งั้นเสียตั๋วฟรี เพราะจากที่ควรจะถึงสิงคโปร์ตอนบ่าย กลายเป็นถึงตอนหัวค่ำแทน เพลียทั้งกายและใจ วันแรกเลยตรงดิ่งเข้าที่พักนอนเลย

แผนการท่องเที่ยว 4 วัน 3 คืนเลยกลายเป็นดังนี้

วันที่ 1: เข้าที่พัก ibis budget Singapore Emerald

วันที่ 2: เที่ยวเกาะ Sentosa – สวนสนุก Universal Studios Singapore และคาสิโน

วันที่ 3: เที่ยวตาม MRT – สวน Fort Canning Park, ช้อปปิ้ง Orchard Road, เดินป่า The Forest Walk, ชมสวนดอกไม้ Garden by the Bay, ขึ้นชิงช้าสวรรค์ Singapore Flyer, ชมงานไฟประดับ i Light Marina Bay

วันที่ 4: เที่ยวพิพิธภัณฑ์ – Art Science Museum และ National Museum

วิธีการเดินทางภายในสิงคโปร์

ทริปนี้ซิสเดินทางด้วยระบบขนส่ง 3 อย่าง ได้แก่ รถบัส, รถไฟฟ้า และกระเช้าลอยฟ้า (Cable Car) ตอนที่ไปกลับเกาะ Sentosa ค่ะ

ระบบขนส่งสาธารณะของสิงคโปร์สะดวกสบายมาก เหมือนกับที่ญี่ปุ่นเลยค่ะ รถไฟฟ้าและรถเมล์รับส่งตรงเวลา เช็คเวลาผ่าน Google Maps หรือตรงป้ายสถานีได้ ภายในรถสะอาดสอ้าน จ่ายเงินค่ารถผ่านบัตรหรือเงินสดก็ได้ ซึ่งแนะนำให้จ่ายผ่านบัตรค่ะ เพราะคนขับรถบัสไม่มีเงินทอนให้ ดังนั้นถ้าจ่ายด้วยเงินสดต้องเตรียมให้พอดีหรือจ่ายเกินเท่านั้นค่ะ

สำหรับบัตรที่ใช้จ่ายค่ารถมี 3 ประเภท ได้แก่ 1. บัตร EZ Link ซึ่งต้องเติมเงินเข้าไป (เหมือนบัตร BTS/MRT) 2. บัตร Travel Card เช่น Visa, Mastercard ที่ใช้ในต่างประเทศได้ 3. บัตร Singapore Tourist Pass โดยซิสใช้บัตร Singapore Tourist Pass กับบัตร SCB Travel Card

สำหรับคนที่เที่ยวหลายที่ ขึ้นลงหลายสถานี แนะนำให้ใช้ Singapore Tourist Pass ค่ะ คุ้มมาก! มีให้เลือกแบบ 1 วัน, 2 วันและ 3 วัน ซึ่งซิสซื้อแบบ 3 วัน ราคา 30 SGD (~770 บาท) ใช้ขึ้นรถไฟฟ้าและรถบัสได้ไม่จำกัดตลอด 3 วัน และสามารถนำบัตรมาแลกเงินคืนได้อีก 10 SGD สรุปแล้วถ้าใครคืนบัตร ก็จ่ายเพียง 20 SGD (~510 บาท) หรือจะเก็บบัตรไว้เป็นที่ระลึกแบบซิสก็ได้ (ความจริงคือหาตู้คืนบัตรไม่เจอ ฮ่าๆ)

รถไฟฟ้า: วิธีขึ้นรถไฟฟ้าเหมือนกับบ้านเรา ใช้บัตรแตะเข้าออกสถานี ซึ่งวันแรกที่ซิสยังไม่มีบัตร Singapore Tourist Pass ก็ใช้บัตร Planet SCB ซึ่งเป็นบัตร Visa ประเภท Travel Card แตะจ่ายค่ะ ระบบจะหักเงินในบัญชีอัตโนมัติเอง ถ้าไม่มีบัตรจริงๆ สามารถซื้อบัตร EZ Link ที่สถานีได้ค่ะ

รถบัส: วิธีขึ้นรถบัสให้ขึ้นที่ประตูหน้าตรงคนขับและลงที่ประตูหลัง เมื่อขึ้นไปให้แตะบัตร EZ Link, Tourist Pass หรือ  Travel Card ก่อน เมื่อใกล้ถึงป้ายที่จะลงให้กดกริ่ง จากนั้นแตะบัตรออกที่ประตูหลังค่ะ ระบบจะหักเงินอัตโนมัติ รถเมล์บางคันจะมีเสียงประกาศแจ้งว่าถึงสถานีไหนแล้ว แต่บางคันก็ไม่มีค่ะ ดังนั้นต้องคอยดู Google Maps ดีๆ ว่าถึงสถานีไหนแล้ว 

ประทับใจรถบัสมาก สะอาด ตรงเวลา รถไม่ติด มีที่นั่งตลอด แถมไปจอดหน้าสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ โดยแทบไม่ต้องเดินต่อเลย

กระเช้าลอยฟ้า (Cable Car): ซิสนั่งกระเช้าลอยฟ้าไปกลับเกาะ Sentosa โดยจองบัตรโดยสารแบบ 1 round trip ผ่าน Klook หลังใช้โค้ดส่วนลดแล้ว ได้มาในราคา 520 บาท ขึ้นลงได้ทุกสถานี สถานีละ 1 ครั้ง คุ้มค่าสำหรับคนที่อยากชมวิวสิงคโปร์จากมุมสูง





13 สถานที่ท่องเที่ยวสิงคโปร์ภายใน 3 วัน

ต้องขอบคุณขนส่งสาธารณะที่สะดวกสบาย ทำให้เราสามารถเที่ยวไปแทบจะครึ่งเกาะสิงคโปร์ภายใน 3 วัน โดยซิสไปมาทั้งหมด 13 ที่ตามลำดับดังนี้ค่ะ

1. สวนสนุก Universal Studios Singapore

รีวิวเที่ยวสิงคโปร์ Universal Studios Singapore

ดินแดนแห่งความฝันที่เต็มไปด้วยเครื่องเล่นจากภาพยนตร์เรื่องโปรด ทั้ง Transformer, The Mummy, Shrek และอีกมากมาย กรี๊ดคอแตก สนุกทุกเครื่องเล่นโดยที่ชอบที่สุดคือ รถไฟเหาะคู่และเครื่องเล่น Transformers 3D ที่ทำให้เราอยากจะกลับมาดูภาพยนตร์ Transformer เลย

ช่วงที่ไปตรงกับเทศกาล Minions ซึ่งกำลังโปรโมทภาพยนตร์ Minions: The Rise of Gru ที่กำลังจะเข้าฉายพอดี สามารถอ่านรีวิวเที่ยวสวนสนุก Universal Studios Singapore ฉบับเต็มได้ที่นี่ค่ะ

2. Cable Car

รีวิวเที่ยวสิงคโปร์ Singapore Cable Car_1

คนที่รักการชมวิวจากมุมสูง ขอแนะนำให้นั่งกระเช้าลอยฟ้าชมภูเขา ทะเลและเกาะเซนโตซ่า โดยสถานีกระเช้าลอยฟ้ามีทั้งหมด 6 สถานี แต่ละสถานีมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจแตกต่างกัน ตั้งแต่ภูเขาที่รายล้อมไปด้วยป่าดงดิบไปจนถึงชายหาดที่เงียบสงบ อ่านรีวิว Singapore Cable Car ฉบับเต็มได้ที่นี่

3. Resort World Sentosa Casino

รีวิวเที่ยวสิงคโปร์ Casino

ครั้งแรกในชีวิตที่ได้เที่ยวคาสิโน เข้าใจแล้วว่าทำไมใครหลายๆ คนติดใจคาสิโน ข้างในคาสิโนดูหรูหราสะอาดสอ้าน มีเครื่องสล็อตแมชชีนวางเรียงรายหลายร้อยเครื่อง มีโต๊ะวางเดิมพันที่มีดีลเลอร์กับเกมพนันมากมายที่ไม่รู้จัก มันตื่นเต้นตระการตาไปหมด มือใหม่หัดเล่นอย่างเราได้ลองเล่นเครื่องง่ายๆ อย่างสลอตแมชชีนที่ได้เงินไวมาก (และหายไปไวมาก เช่นกัน ฮ่าๆ) สามารถอ่านรีวิวเที่ยวคาสิโน Resort World Sentosa ได้ที่นี่

4. Fort Canning Park

หนึ่งในมุมถ่ายรูปยอดฮิตที่ถ้าคุณเข้า #เที่ยวสิงคโปร์ ในไอจีจะต้องเห็นรูปอุโมงค์ต้นไม้ Fort Canning Tunnel อย่างแน่นอน

Fort Canning Park เป็นสวนสาธารณะที่เคยเป็นป้อมปราการมาก่อนตามชื่อ ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง 48 เมตร พื้นที่กว้างถึง 18 เฮคเตอร์ สำหรับคนที่ต้องการไปเพื่อถ่ายรูปที่อุโมงค์ต้นไม้อย่างเดียว ให้ปักหมุดที่ ‘Fort Canning Tunnel’ ทางเข้าจะอยู่ติดกับป้ายรถเมล์และสถานีรถไฟฟ้า MRT Dhoby Ghaut เลยค่ะ เดินเพียง 2 นาทีก็ถึงจุดถ่ายรูปแล้ว ส่วนคณะเดินทางของซิสดันปักหมุดที่ ‘Fort Canning Park’ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับอุโมงค์ต้นไม้เลยค่ะ ใช้เวลาเดินข้ามเนินราว 40 นาที ถึงจะถึงจุดหมาย 

ทั้งสวนสาธารณะคนโล่งมาก คนมารวมกันอยู่ที่อุโมงค์ต้นไม้ รอคิวถ่ายรูปนานสักพักใหญ่ๆ เลยค่ะ 

โดยส่วนตัวเราประทับใจสวนสาธารณะมากกว่าอุโมงค์ต้นไม้ ร่มรื่น มีแต่ต้นไม้สูงใหญ่ ใบไม้ใหญ่มาก ไม่รู้ว่าพันธุ์อะไร แต่นึกถึงป่าดึกดำบรรพ์ในหนังไดโนเสาร์ 

5. Orchard Library

สถานที่เที่ยวแนะนำสำหรับชาวหนอนหนังสือ ห้องสมุด Orchard ตั้งอยู่ในห้าง Orchard Gateway ชั้น L3 และ L4 ซึ่งอยู่ตรงสถานีรถไฟใต้ดิน Somerset ค่ะ เป็นหนึ่งในห้องสมุดที่พบบ่อยของชาว #Bookstagram

ที่นี่เป็นห้องสมุดสาธารณะ สามารถเดินเข้าไปได้เลย ไม่ต้องแลกบัตรใดๆ มีคนมาอ่านหนังสือกันครึกครื้นและมีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปด้วย

6. Forest Trail

สวนสาธารณะป่าดงดิบใจกลางเมืองสิงคโปร์ที่คนกลัวความสูงหวาดเสียวแน่นอน เป็นทางเดินชมธรรมชาติยาว 10 กิโลเมตรเริ่มตั้งแต่ Marang Trail > Faber Trail > Henderson Waves > Hilltop Walk > Forest Walk > Alexandra Arch > Hort Park > Canopy Walk ใช้เวลาเดินรวมทั้งหมดประมาณ 3-5 ชั่วโมงค่ะ ซึ่งเราสามารถเลือกเดินแค่บางเส้นทางที่ต้องการได้ 

เนื่องจากมีเวลาจำกัด ซิสจึงเลือกเดินเล่นจาก Canopy Walk ไปจนถึง Forest Walk ใช้เวลา 1.30 ชั่วโมง ระหว่างทางพบคนท้องถิ่นมากกว่านักท่องเที่ยว มีทั้งคู่รักมาออกเดท, กลุ่มเพื่อนที่มาถ่ายคลิปเต้นสนุกๆ กัน, ครอบครัวพาลูกๆ มาวิ่งเล่น และคนที่มาวิ่งออกกำลังกาย ยอมใจจริงๆ ตอนเที่ยงแดดเปรี้ยงก็ยังเจอคนมาวิ่งเรื่อยๆ 

7. Garden By The Bay

สวนพฤษชาติชื่อดังของสิงคโปร์ที่มีพืชและดอกไม้นานาชนิดมาจัดแสดง โดยมีโดมจัดแสดงทั้งหมด 2 โดม คือ ​​Floral Fantasy และ Flower Dome & Cloud Forest ซิสซื้อบัตรเข้าชมจาก Klook ราคา 743 บาท สามารถเอา QR code ให้เจ้าหน้าที่แสกนแล้วเข้าชมได้เลย

8. Singapore Flyer

ชิงช้าสวรรค์ที่จะพาเราชมวิว Marina Bay โดย 1 แคปซูลจุผู้โดยสารได้ 8 คน โดยพนักงานจัดให้คนที่มาด้วยกันได้นั่งด้วยกัน 1 รอบใช้เวลาราว 30 นาที ในแคปซูลมีคำบรรยายภาษาอังกฤษเล่าถึงสถานที่ต่างๆ ที่มองเห็นจากแคปซูลได้ให้ฟังเพลินๆ ถือเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายที่ได้ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับทัศนียภาพมุมสูง

ซิสซื้อตั๋วผ่าน Klook เช่นเคย โดยซื้อเป็นแพคเกจ Singapore Flyer & Time Capsule ด้วย ราคารวม 1,028 บาท

9. นิทรรศการ Time Capsule

นิทรรศการ Time Capsule ตั้งอยู่ตึกเดียวกับชิงช้าสวรรค์ Singapore Flyer เลยค่ะ โดยในนิทรรศการจะเล่าถึงประวัติความเป็นมาของเกาะสิงคโปร์แบบล้ำยุค โดยมีหุ่นยนต์มาสคอตพาเราท่องอดีตไปตั้งแต่การค้นพบเกาะสิงคโปร์โดยเจ้าชายชวา ซึ่เจ้าชายได้พบกับสิงโตบนเกาะ จึงเรียกเกาะนี้ว่า Singapura ซึ่งแปลว่า เมืองแห่งสิงโตและเป็นที่มาของสัญลักษณ์ Merlion ที่มีส่วนหัวเป็นสิงโต ส่วนร่างเป็นปลาแสดงถึงว่าที่นี่เคยเป็นหมู่บ้านชาวประมงมาก่อน

10. i Light Festival 

งานเทศกาลไฟ i Light Festival จัดขึ้นทุกปีมาตั้งแต่ปี 2010 ที่ Marina Bay ช่วงเดือนมิถุนายน โดยปี 2022 ที่ซิสไปมีการจัดแสดงไฟในรูปแบบสร้างสรรค์กว่า 20 จุดรอบอ่าว งานนี้มีคนมหาศาลมาก ทำให้นึกถึงงานลอยกระทงบ้านเราที่คนเบียดเสียดแออัดมาก

11. Art Science Museum

พิพิธภัณฑ์ที่ผสมผสานวิทยาศาสตร์กับงานศิลปะที่แค่ดีไซน์ตึกก็ชวนดึงดูดให้เข้าไปชมแล้ว ซิสซื้อค่าตั๋วเข้าชมจาก Klook ราคา 443 บาท ในพิพิธภัณฑ์เต็มไปด้วยผู้ปกครองที่พาลูกหลานมาทัศนศึกษา โดยสังเกตว่าผู้ปกครองสอนลูกกันอย่างจริงจังมาก ไม่ได้ดูเคร่งเครียด แต่คอยป้อนความรู้ให้ลูกตอนที่ลูกเล่นสนุกไปด้วย

12. พิพิธภัณฑ์แห่งชาติสิงคโปร์ Singapore National Museum

เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่คนรักการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ควรแวะไปชม ค่าตั๋วเข้าชมจาก Klook ราคา 221 บาท มีวัตถุโบราณและเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ที่สำคัญของสิงคโปร์ ชอบวิธีการจัดแสดงและลำดับการเล่าเรื่อง มันดูน่าสนใจไปหมด 

ที่จริงวันที่ซิสไปชมพิพิธภัณฑ์ทั้ง 2 แห่ง เริ่มมีอาการป่วยจากการเดินตากแดดตากฝนและเบียดเสียดฝูงชนในงาน i Light Festival เมื่อคืนก่อน รวมถึงวันนี้เป็นวันสุดท้ายในสิงคโปร์ จึงเช็คเอาท์และแบกกระเป๋าเตรียมกลับมาด้วย ดังนั้นสภาพวันเที่ยวพิพิธภัณฑ์จึงยับเยินมาก สมองไม่ทำงาน เลยเข้าไปเดินกดชัตเตอร์รัวๆ ไม่ค่อยได้อ่านข้อมูลอะไรมาก แอบเสียดายเพราะที่จริงพิพิธภัณฑ์ทั้งสองแห่งจัดแสดงดีมาก มีการใช้เทคโนโลยีมาเล่าเรื่องได้อย่างน่าสนใจ 

นอกจากที่เที่ยวทั้ง 12 แห่งที่กล่าวมา ยังได้มีโอกาสไปเดินเล่นผ่านย่าน Chinatown ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนแถวเยาวราชและสำเพ็จบ้านเรา ส่วน Little India ให้ความรู้สึกเหมือนย่านสีลม แถวนั้นมีร้านอาหารอร่อยและราคาไม่แพงอยู่มากมาย

รีวิวที่พัก ibis budget Singapore Emerald

คณะเดินทางของซิสเลือกฝากกายไว้ที่โรงแรม ibis budget Singapore Emerald ตลอด 3 คืนเลยค่ะ จองผ่าน Agoda ราคาหลังใช้โค้ดส่วนลดเหลือ 859 บาทต่อคืน เหตุผลหลักที่เลือกพักที่นี่เพราะเดินทางสะดวก อยู่ใกล้ MRT Kallang เดินแค่ 10 นาที และห่างจากป้ายรถเมล์เพียง 3 นาทีค่ะ 

บริเวณรอบโรงแรมมีร้านสะดวกซื้อและร้านอาหารหลากหลายสไตล์ อาหารอินเดีย, อาหารจีน, คาเฟ่, หมูกะทะ, บุฟเฟ่ต์ชาบู และร้านเหล้าบรรยากาศดีๆ ในตอนกลางคืน

ในส่วนของโรงแรม เจ้าหน้าที่บริการสุภาพและให้ความช่วยเหลือดีค่ะ มีบริการทำความสะอาดเปลี่ยนผ้าขนหนูและผ้าปูที่นอนทุกวัน ภายในห้องพักมีของใช้ที่จำเป็นให้ครบ ได้แก่ น้ำเปล่าและชากาแฟฟรี, เครื่องทำน้ำอุ่น, ไดร์เป่าผม, ผ้าขนหนู, สบู่, แชมพู, แปรงสีฟันและยาสีฟัน ไม่จำเป็นต้องพกไปเองเลยค่ะ

มีข้อติข้อเดียวคือฝุ่นค่อนข้างเยอะ คนเป็นภูมิแพ้อย่างเราเปิดประตูเข้าไปสัมผัสได้ทันทีว่าฝุ่นเยอะ คัดจมูก ขนาดกินยาภูมิแพ้ดักไว้ทุกวันยังจามและนอนหายใจไม่สะดวกค่ะ 

ข้อควรระวังสำหรับคนแพ้อากาศ

พาร์ทนี้ขอบันทึกไว้เป็นอุทาหรณ์สำหรับตัวเองและคนที่มีโรคประจำตัวภูมิแพ้เหมือนกัน ทริปสิงคโปร์ครั้งนี้ทั้งสนุกและเข็ดสำหรับซิสจนไม่กล้าขึ้นเครื่องบินไปอีกนาน เที่ยว 3 วัน กลับมาป่วย 2 อาทิตย์จนนึกว่าติดโควิดแต่ไม่ใช่นะ อากาศร้อนสลับฝนทำให้เราเป็นภูมิแพ้ จากนั้นกลายเป็นหวัด ลงเอยด้วยไซนัสอักเสบ

สิ่งที่ทำให้ป่วยคือสภาพอากาศที่ร้อนสลับกับฝนตกค่ะ แต่สิ่งที่ทำให้อาการแย่ลงมากคืออุณหภูมิตอนนอน ซึ่งกลายมาเป็นบทเรียนสำคัญตอนแบ่งห้องนอนกับเพื่อนเลยค่ะ ทริปเราแบ่งห้องนอนกันด้วยปัจจัยแสงและเสียง เลยแบ่งห้องกันได้เป็น #ทีมนอนกรนเหมือนเปิดโรงละครโอเปร่า และ #ทีมนอนเงียบเหมือนซ้อมตุย คิดว่าแบ่งลงตัวแล้ว แต่ในสถานการณ์จริงเราลืมคิดไปถึงอีกปัจจัยคือ อุณหภูมิ เราขี้หนาว เพื่อนร่วมห้องขี้ร้อน เลยต้องเปิดแอร์ให้อุณหภูมิอยู่ตรงกลางที่เราทั้งคู่รับได้ แต่ก็ยังหนาวเกินไปสำหรับเรา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อาการป่วยซิสแย่ลงจนมีไข้ ดังนั้น

หากใครเคยบินตอนเป็นหวัดคัดจมูก คงจะรู้ดีว่ามันเป็นหนึ่งในความทรมานที่สุดในชีวิต! เพราะโพรงจมูกที่ตันมาเจอกับความกดดันอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้นั่งปวดร้าวไปทั้งโพรงจมูก ลามไปถึงเบ้าตาที่เหมือนจะหลุดออกมา ตอนลงเครื่องมาหูดับไปหนึ่งข้างเลยค่ะ (ถ้าไม่เคลียร์หูเลย แก้วหูคงแตกไปแล้ว รู้สึกแบบนั้นจริงๆ)

หากคุณเป็นภูมิแพ้อากาศหรือป่วยง่ายเวลาอากาศเปลี่ยน แนะนำให้เตรียมตัวดังนี้ค่ะ

  1. การเลือกที่พัก: นอกจากราคา สถานที่ตั้งและการบริการแล้ว แนะนำให้ดูรีวิวเรื่องความสะอาดของห้องด้วยค่ะ ถ้ามีงบสูง แนะนำให้เลือกที่พักที่เป็น Allergy Friendly Hotel เพื่อมั่นใจว่าที่พักสะอาดไร้ฝุ่น
  2. การเลือกเพื่อนร่วมห้องนอน: นอกจากไลฟ์สไตล์แล้ว ให้คำนึงถึงเสียง แสงและอุณหภูมิในห้อง ถ้าเข้ากันไม่ได้ อย่าฝืนแชร์ห้องเพื่อประหยัดเลยค่ะ พอป่วยขึ้นมาแล้วไม่คุ้มจริงๆ
  3. ดื่มเปล่าน้ำบ่อยๆ: เนื่องจากน้ำเปล่าที่สิงคโปร์ค่อนข้างแพง ขวดละ 40-60 บาท ส่วนน้ำหวานหรือน้ำอัดลมราคาถูกกว่า โดยอยู่ที่ 20-30 บาท ซิสผู้ชื่นชอบของหวานอยู่แล้วเลยจัดไป ดื่มแต่น้ำหวาน ทำให้อาการเจ็บคอจากภูมิแพ้ยิ่งหนัก การเปลี่ยนมาดื่มน้ำอุ่นช่วยบรรเทาอากาศเจ็บคอได้ดีขึ้นทันทีค่ะ
  4. เคลียร์หู: ถ้าจำเป็นต้องบินตอนที่คัดจมูก การเคลียร์หูช่วยลดอาการปวดไซนัสได้มากเลยค่ะ โดยซิสบีบจมูกเคลียร์หูตลอด 10-20 นาทีระหว่างเครื่องบินกำลังขึ้นและลง

สรุปค่าใช้จ่าย

สรุปค่าใช้จ่ายทริปสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืนของซิสคือ 17,105 บาทค่ะ แต่ได้เงินกลับมาจากคาสิโนเล็กน้อยประมาณ 1,200 บาท จึงเหมือนจ่ายไป 15,105 บาทค่ะ เป็นทริปที่สนุกและได้ประสบการณ์ดีๆ คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์

แล้วพบกันใหม่ในการผจญภัยครั้งหน้า





Edit Template

𐙚˙⋆ sis academy .˚ ᡣ𐭩

lifelong learning hub & creative studio

2024 © sis-academy.com | by Ponglada Niyompong

𐙚˙⋆ sis academy .˚ ᡣ𐭩

lifelong learning hub & creative studio

©2020 – 2024 SIS ACADEMY | by Ponglada Niyompong

Edit Template