เป็นผู้ใหญ่แล้วหาเพื่อนยากจัง: หนังสือที่ทำให้เราไม่กลัวการไม่มีเพื่อน

Readers’ Garden เล่มที่ 132

ก่อนหน้านี้ไม่นาน เรามีโอกาสกลับไปนั่งกินข้าวกับเพื่อนมหาวิทยาลัยคนหนึ่งที่เคยสนิทกันมาก แต่พอเรียนจบ ต่างคนต่างแยกย้ายไปทำงาน ใช้ชีวิตของตัวเอง จนไม่ได้เจอกันเกือบ 7 ปี นานเสียจนช่วงเวลาที่ไม่ได้เจอ ยาวกว่าช่วงเวลาที่เราเคยเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกันเสียอีก

ทันทีที่ได้นั่งลงคุย ความรู้สึกคุ้นเคยก็กลับมาเหมือนเดิม เราคุยกันได้ทุกเรื่อง หัวเราะเรื่องเดิม ๆ กอดกันได้โดยไม่รู้สึกเขิน และไม่ต้องฝืนพยายามหาเรื่องคุย โดยระหว่างมื้ออาหาร พวกเราพูดตรงกันว่า

“ตั้งแต่ทำงานมา เหมือนไม่มีเพื่อนเลย”

ทั้งที่ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ พูดคุยกับผู้คนได้ตามปกติ แต่กลับไม่มีใครที่นึกถึงเวลาอยากชวนไปเที่ยว อยากเมาท์เรื่องไร้สาระ หรือแค่อยากโทรไปเล่าเรื่องที่เจอมาในวันนั้น

สุดท้ายต่างคนต่างใช้ชีวิตคนเดียว จนเก่งกับการอยู่คนเดียวไปโดยไม่รู้ตัว ระหว่างทางกลับบ้าน เราเลยนึกสงสัยขึ้นมา

แบบนี้…เรายังเรียกกันว่า “เพื่อน” อยู่ไหม
หรือเป็นแค่คนรู้จักที่เคยสนิทกัน

แล้วหลังจากนั้นไม่นาน สำนักพิมพ์วีเลิร์นส่งหนังสือ เป็นผู้ใหญ่แล้วหาเพื่อนยากจัง มาให้พอดี เหมือนหนังสือเล่มนี้ตั้งใจมาตอบคำถามที่วนอยู่ในหัวเราพอดี

ทำไมยิ่งโตยิ่งหาเพื่อนยาก
ทำไมเราถึงรักษาเพื่อนไว้ไม่ได้เลย
หรือเราเป็นคนไม่น่าคบหาหรือเปล่า

หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณ โอชิมะ โนบุโยริ นักจิตวิทยาชาวญี่ปุ่นที่ทำงานให้คำปรึกษามากว่า 30 ปี เขาพูดถึงความสัมพันธ์ในวัยผู้ใหญ่ ตั้งแต่คำถามว่าทำไมเราถึงไม่มีเพื่อน การไม่มีเพื่อนเป็นเรื่องผิดมั้ย ไปจนถึงวิธีสร้างมิตรภาพแบบที่ไม่ต้องฝืนตัวเอง

รีวิวนี้จะไม่ได้เล่าตามลำดับบทในหนังสือ แต่อยากชวนเดินไปตามเส้นทางความคิดของเรา เพราะหลายหน้าของหนังสือ เหมือนกำลังอ่านบันทึกความรู้สึกของตัวเองอยู่

ทำไมเราถึงไม่มีเพื่อน

คำถามนี้เคยวนอยู่ในหัวเราหลายครั้ง ทั้งที่เข้าสังคมได้ ทำงานกับคนอื่นได้ปกติ คุยกับคนแปลกหน้าได้

แต่พอวันหนึ่งอยากเมาท์เรื่องไร้สาระ กลับไม่รู้จะโทรหาใคร
เวลาเศร้า ไม่มีคนที่รู้สึกว่า “โทรหาได้ทันที”
เวลาเจอที่เที่ยวสวย ๆ ก็ไม่รู้จะชวนใครไป

จนบางครั้งก็เผลอคิดเหมือนประโยคในหนังสือ “หรือเราเข้าหาใครไม่เป็น” และ “หรือเราเป็นคนน่าเบื่อ”

หนึ่งในเหตุผลที่คุณโอชิมะพูดถึง คือ ความอิจฉา

ส่วนตัวเรารู้สึกว่าผู้เขียนให้น้ำหนักกับเรื่องนี้ค่อนข้างมาก จนเกือบเหมารวมว่าหลายความสัมพันธ์จบลงเพราะความอิจฉา โดยอธิบายว่า แม้เราจะไม่ได้แสดงออก แต่ ความรู้สึกข้างในก็ส่งผ่านไปถึงอีกฝ่ายได้

อ่านแล้วทำให้เรานึกถึงเวลาที่รู้สึกว่าใครบางคนดีกับเรา แต่เรากลับไม่สบายใจที่จะสนิทกับเขา เพราะลึก ๆ ก็สัมผัสได้ว่าเขาไม่ได้ชอบเราจริง ๆ

ความสัมพันธ์ของเพื่อนก็เป็นเช่นกัน ถ้าในใจเต็มไปด้วยการเปรียบเทียบ น้อยใจ หรืออิจฉา ต่อให้พยายามทำตัวดี อีกฝ่ายก็อาจสัมผัสได้ถึงความไม่สบายใจนั้น

อีกประเด็นสำคัญที่อาจทำให้ใครหลายคนรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเพื่อนคือ ความใส่ใจ

คุณโอชิมะบอกว่า หลายครั้งเราโทษคนอื่นว่าไม่เคยถามสารทุกข์สุขดิบเราเลย แต่เคยย้อนถามตัวเองไหมว่า แล้วเราเคยใส่ใจคนอื่นจริง ๆ หรือเปล่า

พอมองย้อนกลับไป ไม่ว่าจะประถม มัธยม มหาวิทยาลัย หรือที่ทำงาน ทุกช่วงชีวิตเรามีเพื่อนเสมอ แต่พอแยกย้ายกันไป เราแทบไม่เคยเป็นฝ่ายทักไปก่อน

ไม่เคยถามว่าเป็นยังไงบ้าง
ไม่เคยถามว่ายังสบายดีไหม

สิ่งที่เราใส่ใจมาตลอดคือ ตัวเอง แต่ก็ยังเคยน้อยใจว่า ทำไมไม่มีใครใส่ใจเรา

เราไม่คิดว่าการเอาตัวเองมาก่อนเป็นเรื่องผิดเลย แต่หนังสือเล่มนี้ย้ำเตือนให้เราเห็นว่า ความสัมพันธ์ก็ต้องการเวลาและความใส่ใจ

ถ้าเราเลือกทุ่มเวลาให้กับตัวเองเป็นหลัก จนไม่เคยแบ่งเวลาไปถามไถ่หรือดูแลความสัมพันธ์กับใครเลย ก็ต้องยอมรับว่า มิตรภาพหลายความสัมพันธ์คงค่อย ๆ ห่างหายไปตามกาลเวลา

การไม่มีเพื่อน เป็นเรื่องผิดปกติมั้ย

แน่นอนล่ะว่า ไม่ผิด

ทุกวันนี้คนไปดูหนังคนเดียว เดินห้างคนเดียว กินข้าวคนเดียว หรือเที่ยวคนเดียว กลายเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้น

การไม่มีเพื่อนไม่ได้แปลว่าคุณผิดปกติ แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ แล้วคุณทุกข์กับการไม่มีเพื่อนหรือเปล่า

หรือจริง ๆ แล้ว ที่เราอยากมีเพื่อน เป็นเพราะสังคมทำให้รู้สึกว่าคนเราควรมีเพื่อน ถ้าไม่มีเพื่อนเลย แปลว่าเราเป็นคนนิสัยไม่ดี เข้ากับคนอื่นไม่ได้ หรือไม่น่าคบอย่างนั้นหรือ

คำถามนี้ทำให้เราหยุดทบทวนตัวเองอยู่พักใหญ่

เรายอมรับว่า เคยอยากมีเพื่อนสนิท อยากมีเพื่อนเยอะ ๆ เพราะอิจฉาคนที่เป็น Social Butterfly คนที่ไปไหนก็มีแต่คนทัก มีคนชวนไปกินข้าว ไปเที่ยว หรือดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับทุกคน

แต่พอลองตัดภาพของคนอื่นออกไป แล้วกลับมาถามตัวเองจริง ๆ เรากลับพบว่า เรามีความสุขกับการใช้ชีวิตคนเดียวมากกว่า

เราไม่ค่อยสบายใจเวลาออกไปเข้าสังคมบ่อย ๆ อึดอัดเวลาต้องปฏิเสธคำชวน และหลายครั้งก็เคยฝืนไปในสถานที่ที่ตัวเองไม่ได้อยากไป เพียงเพราะไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

พอคิดแบบนั้น เราก็เริ่มแยกออกว่า สิ่งที่เราต้องการจริง ๆ อาจไม่ใช่การมีเพื่อนสนิท หรือมีเพื่อนเยอะ แค่มีความสัมพันธ์ที่ดี นาน ๆ เจอกันที และสบายใจกับใครสักคนก็พอ

บางที สิ่งที่ทำให้เราเหงา อาจไม่ใช่การไม่มีเพื่อน แต่เป็นการเผลอเอาชีวิตของตัวเองไปเปรียบเทียบกับภาพชีวิตของคนอื่น

หรือจริง ๆ แล้ว… เรามีเพื่อนมากกว่าที่คิด

อีกประเด็นที่คุณโอชิมะชวนให้ตั้งคำถามคือ นิยามของคำว่า เพื่อน

สำหรับบางคน แค่รู้จักกัน เจอหน้ากันทักทาย คุยกันสบาย ๆ ก็เรียกว่าเพื่อนแล้ว แต่สำหรับบางคน เพื่อนต้องเป็นคนที่เล่าได้ทุกเรื่อง ชวนไปเที่ยวได้ โทรหาได้ตอนร้องไห้

พอนิยามแคบแบบนี้ เราเลยรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเพื่อน แต่ถ้าลองขยายความหมายออกไป

เพื่อนร่วมงานที่คุยกันทุกวัน
เพื่อนออกกำลังกาย
บาริสต้าที่จำเมนูโปรดเราได้
คุณป้าร้านข้าวเจ้าประจำที่ถามทุกครั้งว่า “วันนี้เอาเหมือนเดิมไหม”

ทั้งหมดนี้ อาจเป็นความสัมพันธ์แบบเพื่อนรูปแบบหนึ่งที่มีคุณค่ามากกว่าที่เราคิด

บางทีเราอาจไม่ได้ไม่มีเพื่อน เราแค่นิยามคำว่าเพื่อนไว้แคบเกินไป

ถ้าอยากมีเพื่อน ควรเริ่มยังไง

คุณโอชิมะไม่ได้บอกให้คุณเปลี่ยนตัวเองเป็นคนเฟรนด์ลี่หรือเข้าสังคมเก่งขึ้น แต่เขาชวนให้เริ่มจากการเข้าใจว่า คนเราแตกต่างกันเป็นเรื่องปกติ

หลายครั้งที่ความสัมพันธ์ไปต่อไม่ได้ ไม่ใช่เพราะใครเป็นคนไม่ดี แต่เพราะต่างคนต่างมีวิธีคิด นิสัย และวิธีใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนกัน

คนหนึ่งชอบวางแผนทุกอย่างล่วงหน้า
อีกคนชอบใช้ชีวิตแบบปล่อยให้เป็นไปตามวันนั้น
คนหนึ่งตอบแชตทันที
อีกคนหายไปเป็นสัปดาห์ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีปัญหา

ไม่มีใครผิด แค่มีจังหวะของตัวเองไม่เหมือนกัน

เวลามีใครทำอะไรไม่ตรงใจ แทนที่จะรีบหงุดหงิดคิดว่า “ทำไมเขาเป็นแบบนี้” คุณโอชิมะแนะนำให้ลองเปลี่ยนคนเป็น ตัวเลข

สมมติว่าตัวเราเป็นเลข 100
คนที่นิสัยคล้ายเราอาจเป็น 95
คนที่แตกต่างมากอาจเป็น 50
ส่วนคนที่เราเคารพมาก ๆ อาจเป็น 200

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้มีไว้ตัดสินว่าใครดีกว่าใคร แต่มีไว้เตือนใจว่า เมื่ออีกฝ่ายคิดไม่เหมือนเรา ก็เป็นเพราะเขาเป็น “คนละตัวเลข” เท่านั้นเอง

มันไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งหายไปทั้งหมด แต่ช่วยให้เราเข้าใจคนอื่นง่ายขึ้น และไม่คาดหวังให้ทุกคนต้องเหมือนเรา ซึ่งสุดท้ายมิตรภาพก็เริ่มต้นจาก “ความเคารพ” ซึ่งกันและกัน

หลายครั้งเราคิดว่าการเป็นเพื่อนคือการหยอกกันได้ทุกเรื่อง พูดอะไรก็ได้ แต่สำหรับผู้เขียน ความสัมพันธ์ที่ดีต้องเริ่มจากการเคารพและชื่นชมอีกฝ่ายอย่างจริงใจ

คุณโอชิมะแนะนำวิธีเริ่มผูกมิตรไว้อย่างเรียบง่ายคือ ลองขอคำแนะนำในเรื่องที่อีกฝ่ายถนัด

ถามร้านอาหารที่เขาชอบ
ถามหนังที่เขาแนะนำ
ถามวิธีเริ่มออกกำลังกาย
หรือถามถึงงานอดิเรกที่เขาหลงใหล

คนส่วนใหญ่รู้สึกดี เมื่อมีคนสนใจในสิ่งที่ตัวเองชอบ และรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าพอจะช่วยเหลือใครสักคนได้

วิธีนี้ทำให้เรานึกถึงหนังสือ Mind Your Manners ของ Sara Jane Ho ที่พูดถึงการสร้างความสัมพันธ์ในลักษณะเดียวกัน คือเริ่มจากความสนใจอีกฝ่ายมากกว่าพยายามทำให้ตัวเองเป็นคนที่น่าสนใจ

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ทำให้เรามีเพื่อนเพิ่ม

แต่มันทำให้เราเลิกคิดว่า “เราไม่มีเพื่อน”

ประโยคสุดท้ายที่เราชอบที่สุด คือสิ่งที่คุณโอชิมะเขียนไว้ว่า “การมีเพื่อนไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าอีกฝ่ายคิดกับเราอย่างไร แค่เราคิดว่าเขาเป็นเพื่อน ก็เพียงพอแล้ว”

อาจฟังดูเหมือนพวกรักข้างเดียว หรือคิดไปเองฝ่ายเดียว แต่กลับทำให้ใจเบาขึ้น

ถ้ายังต้องคอยเดาว่าอีกฝ่ายมองเราอย่างไร คิดว่าเราเป็นเพื่อนหรือเปล่า บางทีเราคงไม่กล้าเริ่มความสัมพันธ์ใหม่กับใครเลย

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สอนวิธีหาเพื่อนแบบสำเร็จรูป แต่มันค่อย ๆ ทำให้เราเลิกตัดสินตัวเอง และเข้าใจว่าการอยู่คนเดียวไม่ใช่เรื่องผิด ส่วนการมีเพื่อน ก็อาจเริ่มต้นจากการที่เราเปิดใจมองผู้คนรอบตัวใหม่อีกครั้ง

ถ้าช่วงนี้คุณกำลังรู้สึกโดดเดี่ยว รู้สึกว่าตัวเองไม่มีเพื่อน หรือแค่กำลังตั้งคำถามกับความสัมพันธ์ในวัยผู้ใหญ่ เราเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้ จะเป็นเหมือนเพื่อนคนหนึ่งที่บอกว่า

“คุณไม่ได้แปลกเลย”











Picture of Cookie

Cookie

นักการตลาดโดยอาชีพ นัก Artistic Pole & Aerialist สมัครเล่น ชอบสร้างสรรค์ digital template แจกโดยสมัครใจ และสมัครไปปีนเขาทุกปี

CREATIVE LAB

LIFE DESIGN TEMPLATES

Track your growth. Organize your mind. Design a life that works for you.

digital Notebook

Travel Planner Template

Notion Template

Wallpaper & Folder Icon

Self-design. Infinite possibilities. Spread Kindness.

คาเฟ่ดิจิทัล ☕︎ เสิร์ฟคอนเทนต์ทักษะชีวิต ปลดล็อกศักยภาพ และเครื่องมือออกแบบชีวิต ที่จะช่วยให้คุณค้นพบเป้าหมาย เป็นได้ทุกอย่างที่ใจต้องการ และใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ

© All Rights Reserved.

2020 – 2025 SIS ACADEMY | by Ponglada Niyompong

Back to top