4 วิธีคบกันแบบห่าง ๆ แต่ไม่หมางใจแบบญี่ปุ่น: สรุปหนังสือ คบแบบห่าง ๆ คือทางแห่งความสุข

Readers’ Garden เล่มที่ 131

หากคุณเป็นคนที่ชอบฝืนเอาใจคนรอบข้าง พยายามทำตัวกลมกลืนเพราะกลัวคนอื่นไม่ชอบ แคร์ความรู้สึกคนอื่นอยู่เสมอ แต่กลับลืมแคร์ความรู้สึกตัวเอง จนต้องมานั่งเสียใจอยู่คนเดียวบ่อย ๆ

บางทีอาจถึงเวลาที่เราต้อง ปล่อยวางความสัมพันธ์ แล้วเปลี่ยนจากการคบแบบใกล้ชิด มาเป็นคบกันแบบห่าง ๆ แทน

หนังสือ คบแบบห่าง ๆ คือทางแห่งความสุข ของ จิตแพทย์ Tomy เป็นหนังสือจิตวิทยาขายดีจากญี่ปุ่น ที่เราชวนมองความสัมพันธ์ในอีกมุมหนึ่ง

หลายคนเติบโตมากับความเชื่อว่า คนที่ดีต้องเข้ากับทุกคนได้ ต้องเป็นมิตรกับทุกคน และควรรักษาความสัมพันธ์กับทุกคนให้ดีที่สุด

แต่ยิ่งโตขึ้น เรากลับพบว่ามันแทบเป็นไปไม่ได้เลย

แทนที่จะพยายามสนิทกับทุกคน คุณหมอ Tomy กลับบอกว่า บางครั้งการคบกันแบบห่าง ๆ ต่างหาก ที่ทำให้ทั้งเราและอีกฝ่ายสบายใจมากกว่า

คำว่า “ห่าง ๆ” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการตัดขาดหรือเย็นชา แต่คือการยอมรับว่า ไม่ใช่ทุกคนจำเป็นต้องอยู่ในวงกลมเดียวกันของชีวิต 

เราสามารถเลือกได้ว่าใครคือคนสำคัญที่อยากใกล้ชิด และใครคือคนที่รักษาความสัมพันธ์ไว้ในระยะห่าง ๆ ก็เพียงพอ

ประโยคหนึ่งที่เตือนใจเราคือ

“สำหรับคนที่นิสัยจริงจัง มักคิดว่าต้องคุยกับทุกคนอย่างเท่าเทียม” 

ทั้งที่ความจริงแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น ไม่จำเป็นต้องรู้สึกแย่ที่ไม่ได้สนิทกับทุกคน หรือเข้าสังคมไม่เก่ง 

แนวคิดในเล่มนี้ควรนำมาใช้ร่วมกับหนังสือ Mind Your Manners โดยเราสามารถรักษาระยะห่างจากคนที่ไม่สบายใจได้ โดยยังคงมีมารยาท ให้เกียรติกัน ไม่จำเป็นต้องทำร้ายความรู้สึกใคร

เช่น หากมีคนชวนคุณนินทาคนอื่น คุณไม่จำเป็นต้องสั่งสอนเขา หรือทำให้บรรยากาศกระอักกระอ่วน เพียงเปลี่ยนเรื่องสนทนา หรือขอตัวออกจากวงอย่างสุภาพก็เพียงพอแล้ว

ไม่ใช่เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ชอบ แต่เพราะเราเลือกดูแลความสบายใจของทั้งตัวเองและคนรอบข้างในเวลาเดียวกัน

ในหนังสือเล่มนี้ คุณหมอ Tomy พูดถึงวิธีรับมือกับความสัมพันธ์หลากหลายรูปแบบ เช่น การถูกคาดหวังจากพ่อแม่ การอึดอัดเมื่อคุยกับญาติที่ไม่สนิท การเจอเพื่อนร่วมงานที่เอาเปรียบ หรือการร่วมงานกับคนโมโหร้าย

แต่ไม่ว่าสถานการณ์จะต่างกันแค่ไหน เราสรุปหลักการคบกันแบบห่าง ๆ ของคุณหมอออกมาได้เป็น 4 ข้อใหญ่ ๆ ดังนี้

1. หลีกเลี่ยงคนที่ไม่ชอบ

เวลาเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิต

ในหนึ่งวันเรามีเวลาเพียง 24 ชั่วโมง และไม่มีใครมีเวลามากพอจะใช้มันไปกับคนที่ทำให้ตัวเองเหนื่อยใจตลอดเวลา

คุณหมอ Tomy จึงแนะนำว่า หากเลือกได้ ให้หลีกเลี่ยงคนที่เราไม่ชอบตั้งแต่แรก ไม่จำเป็นต้องฝืนอยู่ในวงสนทนา ฝืนร่วมกิจกรรม หรือฝืนทำตัวกลมกลืนเพียงเพราะเกรงใจ

หลายครั้งเราทนอยู่ในความสัมพันธ์ที่อึดอัด เพราะกลัวถูกมองว่าไม่มีน้ำใจ หรือกลัวคนอื่นไม่พอใจ

แต่ความจริงแล้ว การขอตัวออกมาอย่างสุภาพ ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนใจร้าย มันอาจเป็นเพียงการเลือกดูแลพลังงานและความสบายใจของตัวเองบ้างเท่านั้น

2. ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ให้นึกถึงเป้าหมายของความสัมพันธ์

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกความสัมพันธ์ที่เราจะเดินหนีได้

บางคนเป็นหัวหน้า เป็นเพื่อนร่วมงาน เป็นญาติ หรือเป็นคนที่เราต้องพบเจออยู่เป็นประจำ ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม

เมื่อเลี่ยงไม่ได้ Tomy แนะนำให้นึกถึง เป้าหมายของความสัมพันธ์นี้

หลายครั้งเราเหนื่อย เพราะเผลอคิดว่าต้องสนิทกับทุกคน ทั้งที่ความจริงแล้ว ความสัมพันธ์จำนวนมากไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านั้นเลย

เช่น หากอีกฝ่ายเป็นหัวหน้าที่อารมณ์ร้อน เป้าหมายของคุณอาจไม่ใช่การเป็นเพื่อนสนิทกับเขา แต่เป็นการทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จตามค่าตอบแทน

เช่นเดียวกับงานรวมญาติที่หลายคนรู้สึกอึดอัด คำถามอย่าง “มีแฟนหรือยัง” “จะแต่งงานเมื่อไหร่” หรือ “รายได้ดีไหม” มักทำให้เราเผลอรู้สึกว่าจำเป็นต้องอธิบายชีวิตตัวเองอย่างละเอียด

แต่จริง ๆ แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องตอบทุกคำถาม การตอบแบบกว้าง ๆ การเปลี่ยนเรื่อง หรือแม้แต่การบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ก็ไม่ใช่เรื่องเสียมารยาท

เพราะเป้าหมายของการไปเจอญาติ อาจเป็นเพียงการทักทาย พูดคุย และใช้เวลาร่วมกันในฐานะครอบครัว ไม่ใช่การเปิดเผยรายละเอียดทุกเรื่องในชีวิตให้ทุกคนรับรู้

เมื่อเราเข้าใจว่า แต่ละความสัมพันธ์มี “หน้าที่” ต่างกัน เราก็จะเลิกแบกรับความคาดหวังที่ไม่จำเป็น

3. กล้าเลือก และกล้าปฏิเสธ

กลัวคนอื่นจะรู้สึกไม่ดี
กลัวถูกมองว่าไม่มีน้ำใจ
กลัวเสียความสัมพันธ์
กลัวอีกฝ่ายจะไม่ชอบเรา

ความกลัวเหล่านี้ทำให้หลายครั้งเรา ไม่กล้าปฏิเสธ แต่ความจริงแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดถึงเรามากขนาดนั้น

การปฏิเสธคำชวนหรือคำขอร้องหนึ่งครั้ง ไม่ได้ทำให้ใครเกลียดเราในทันที คุณหมอ Tomy จึงชวนให้เรากล้าเลือกสิ่งที่ตัวเองต้องการมากขึ้น

หากคุณไม่อยากไปงานเลี้ยงรุ่นที่ไม่ได้ติดต่อกับใครมานานแล้ว
ไม่อยากร่วมงานสังสรรค์ของบริษัท
หรือไม่อยากออกไปแฮงเอาต์หลังเลิกงาน

คุณมีสิทธิ์ปฏิเสธได้ โดยไม่จำเป็นต้องหาข้ออ้าง

บางทีการเว้นระยะห่างบ้าง ก็ทำให้ความสัมพันธ์ดีกว่าการฝืนเข้าสังคมจนตัวเองและคนรอบข้างอึดอัด

4. ปล่อยให้ความสัมพันธ์เป็นไปตามธรรมชาติ

ในเรื่องงาน บางครั้งเราจำเป็นต้องฝืนตัวเองบ้างเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย แต่ในเรื่องความสัมพันธ์ หลายครั้งยิ่งพยายามมากเกินไป กลับยิ่งเหนื่อย

คุณหมอ Tomy บอกว่า ความสัมพันธ์ที่ดีมักเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้หมายถึงให้ปล่อยปละละเลย แต่หมายถึงการเลิกฝืนเป็นคนที่เราไม่ได้เป็น

มีความสุขก็หัวเราะ
อยากชวนใครไปไหนก็ชวน
ถ้าเขาไม่ว่างหรือปฏิเสธก็ไม่เป็นไร
หรือเราจะเป็นฝ่ายปฏิเสธบ้างก็ไม่เป็นไร

เมื่อเราเลิกกังวลว่าจะต้องทำให้ทุกคนพอใจ เลิกคาดหวังว่าจะต้องสนิท ความสัมพันธ์หลายอย่างกลับสบายขึ้นอย่างน่าประหลาด

⋆。☁︎。⋆。 ☾ 。⋆

สิ่งที่หนังสือคบแบบห่าง ๆ คือทางแห่งความสุข พยายามบอกเรา ไม่ใช่การตัดคนออกจากชีวิต แต่เป็นการยอมรับว่า เราไม่จำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์กับทุกคนในระดับเดียวกัน

บางคนคือคนสำคัญที่เราอยากใช้เวลาด้วย
บางคนคือเพื่อนร่วมงานที่ทำงานด้วยกันอย่างราบรื่นก็เพียงพอ
บางคนคือญาติที่เจอกันปีละครั้ง
และบางคนคบกันแบบห่าง ๆ แล้วสบายใจกว่า

การเว้นระยะห่างไม่ได้แปลว่าเราใจร้าย เห็นแก่ตัว หรือเกลียดอีกฝ่ายเสมอไป บางครั้งเราแค่ต้อง ปล่อยให้แต่ละความสัมพันธ์อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมของมัน

ถ้าคุณกำลังเหนื่อยกับการพยายามสนิทกับทุกคน หนังสือเล่มนี้อาจช่วยให้คุณค่อย ๆ ปล่อยวางความสัมพันธ์ลงได้บ้าง แล้วคุณอาจจะพบว่า เมื่อคุณเลิกพยายามดึงคนบางคนเข้ามาใกล้ ความสัมพันธ์อาจจะดีขึ้นกว่าเดิม











Picture of Cookie

Cookie

นักการตลาดโดยอาชีพ นัก Artistic Pole & Aerialist สมัครเล่น ชอบสร้างสรรค์ digital template แจกโดยสมัครใจ และสมัครไปปีนเขาทุกปี

CREATIVE LAB

LIFE DESIGN TEMPLATES

Track your growth. Organize your mind. Design a life that works for you.

digital Notebook

Travel Planner Template

Notion Template

Wallpaper & Folder Icon

Self-design. Infinite possibilities. Spread Kindness.

คาเฟ่ดิจิทัล ☕︎ เสิร์ฟคอนเทนต์ทักษะชีวิต ปลดล็อกศักยภาพ และเครื่องมือออกแบบชีวิต ที่จะช่วยให้คุณค้นพบเป้าหมาย เป็นได้ทุกอย่างที่ใจต้องการ และใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ

© All Rights Reserved.

2020 – 2025 SIS ACADEMY | by Ponglada Niyompong

Back to top