Readers’ Garden เล่มที่ 127
“งานโคตรห่วยแตก”
ถ้าเสียงนี้ดังขึ้นในหัวของคุณแทบทุกเช้า ไม่ได้ตื่นมาพร้อมแพชชันลุกโชน และที่แย่กว่านั้นคือ…
คุณยังต้องปั้นหน้ายิ้มทนทำงานที่เดิมต่อไป
หนังสือ How to Make Work Not Suck ของคารินา แม็กการ์ (Carina Maggar) อาจช่วยคุณได้

คารินาเป็นนักเขียนสาวชาวอังกฤษผู้ลองทำงานมาทุกแบบ ตั้งแต่ขายบาธบอม ขายอสังหาริมทรัพย์ รับจ้างพาสุนัขเดินเล่น พากย์เสียง ทำงานในสตูดิโอภาพยนตร์ ไปจนถึงเป็นพิธีกรรายการทีวี
ประสบการณ์ที่หลากหลายทำให้เธอเห็นแพทเทิร์นการทำงานเดียวกันซ้ำ ๆ
นั่นคือ “งานทุกงานมีวันที่ห่วยแตก” แม้แต่งานในฝันก็ตาม
คารินาไม่ได้ชวนให้คุณหันมารักงาน เธอแค่ช่วยให้คุณหยุดเกลียดมันโดยไม่จำเป็น โดยเน้นย้ำความจริงที่ว่า…
งานส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รัก แต่ถูกออกแบบมาให้จ่าย ค่าตอบแทน
แล้วค่าตอบแทนนั่นมัน ดีพอ สำหรับคุณหรือเปล่า
ดีพอที่จะ เลี้ยงชีวิต
ดีพอที่จะ ไม่ดูดพลัง คุณจนไม่เหลืออะไรให้ตัวเอง
ดีพอที่จะเป็น เครื่องมือ ให้คุณใช้ชีวิต ไม่ใช่เป็น ตัวตน ทั้งหมดของคุณ
คารินากลั่นกรองประสบการณ์ทำงานของเธอออกมาเป็น 120 คำแนะนำสั้น ๆ ผ่านหนังสือเล่มนี้ คำแนะนำละ 1 หน้า เหมือนโน้ตเตือนใจบนผนัง อ่านง่าย ย่อยง่าย
จาก 120 ข้อ เราขอหยิบมาจัดเป็น 3 แนวคิด เพื่อช่วยให้คุณเปลี่ยนงานห่วย ๆ ให้เป็น งานที่ดีพอสำหรับการใช้ชีวิต โดยที่คุณยังไม่ต้องรีบลาออก ไม่ต้องหลอกตัวเองให้รักงาน และยังไม่ต้องรู้เป้าหมายชีวิต
1. งานที่ดี อาจไม่ใช่งานในฝัน
“จงทำในสิ่งที่รัก แล้วคุณจะไม่ต้องทำงานอีกเลย”
เราถูกโพสต์ของคนแปลกหน้าบนโซเชียลมีเดียหลอกอยู่ทุกวันว่า ทุกคนควรได้ทำงานที่รัก สร้างผลงานที่มีคุณค่า ทั้งที่ในความเป็นจริง แค่พยายามประคองตัวให้ผ่านสัปดาห์ไปได้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว
แน่นอนว่าการได้ทำงานในฝันเป็นเรื่องดี แต่ถ้าคุณยังยึดติดกับภาพงานอุดมคติในฝัน คุณอาจจะเจองานห่วย ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก แค่เปลี่ยนฉากไปเรื่อย ๆ
คารินาเสนอความจริงที่เรียบง่ายและซื่อสัตย์กว่าว่า
Good Work ≠ Dream Work
งานที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นงานในฝันเสมอไป
งานที่ดีไม่จำเป็นต้องทำให้คุณมีความสุข หรือไฟลุกโชนทุกวัน มันอาจน่าเบื่อ ซ้ำซาก และธรรมดา เพราะงานส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อจ่ายค่าตอบแทน ไม่ใช่เติมเต็มอารมณ์
เมื่อได้พูดคุยกับคนวัยทำงานอายุราว 30-40 ปีขึ้นไป เราพบว่าหลายคนมีความคิดคล้ายกันอย่างน่าประหลาด พวกเขาไม่ได้คาดหวังงานในฝัน หรือการทำงานที่ต้องมาเติมเต็มอารมณ์ตลอดเวลา งานที่สนุกหรือให้ความรู้สึกดีจึงกลายเป็นเพียงโบนัส มากกว่าจะเป็นเงื่อนไขหลัก
สิ่งสำคัญกว่าคือ การมี งานที่ดีพอ ซึ่งสอดคล้องกับวิธีใช้ชีวิตของตัวเอง งานที่จ่ายค่าครองชีพได้ มีเวลาส่วนตัวให้พักผ่อน ได้อยู่กับคนที่รัก และยังเหลือแรงไปทำสิ่งที่รักนอกเวลางาน
ดังนั้นเมื่อคุณนิยามได้ว่า งานที่ดีของคุณ หน้าตาเป็นแบบไหน คุณอาจพบว่า งานที่ทำอยู่ตอนนี้อาจจะเหนื่อยบ้าง เจอคนแย่ ๆ บ้าง เจอเรื่องไม่สนุกบ้าง แต่ก็ไม่ได้ห่วยขนาดนั้น
2. เปลี่ยนจาก “ทนงาน” เป็น “ออกแบบบทบาทของตัวเอง”
ในวันที่คุณยังเปลี่ยนงานไม่ได้ เปลี่ยนหัวหน้าไม่ได้ เปลี่ยนทีม หรือเปลี่ยนบริษัทไม่ได้ สิ่งเดียวที่คุณควบคุมได้คือ วิธีที่คุณจัดการกับงานตรงหน้า
นี่คือแก่นเดียวกับหลักสโตอิกที่ว่า อย่าเสียพลังงานไปกับสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้ แต่ใช้พลังไปกับ สิ่งที่คุณเลือกได้
คารินาเรียกแนวคิดนี้ว่า Job Crafting หมายถึง การค่อย ๆ ออกแบบบทบาทการทำงานของตัวเองจากสิ่งที่คุณมีอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่ทนยอมรับบทบาทการทำงานแบบซ้ำซากตามที่ถูกวางไว้ เช่น งานที่คุณทำในแต่ละวัน (tasks), ขอบเขตความรับผิดชอบ (scope) และสิ่งที่คุณเลือกให้ความสำคัญ (priorities)
ตัวอย่างเช่น เรื่องราวของอดีตหัวหน้าฝ่ายการตลาดของเรา เขาเป็นคนทำงานเก่ง แต่เมื่อทำงานเดิมไปหลายปี เขาเริ่มรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับข้อจำกัดหลายอย่างขององค์กร เบื่องาน เบื่อคน ซึ่งเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ จนเขามาระบายว่าอยากจะลาออก
แต่ผ่านไปสักพัก เขาก็กลับไปถามตัวเองว่า ในข้อจำกัดที่มีอยู่ เขาจะออกแบบบทบาทใหม่ของตัวเองได้อย่างไรบ้าง จากเดิมที่ทำแค่งานตาม Job Description ที่ถูกวางไว้ เขาไปคุยกับหัวหน้าเพื่อขอออกแบบสโคปงานใหม่ในที่เขาสนใจและถนัดเข้ามา
นี่คือสิ่งที่คารินาชวนให้พวกเราทำ Job Crafting ออกแบบบทบาทใหม่ เพื่อทำงานกับข้อจำกัดที่มีอยู่ แทนการรอสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งอาจไม่มีวันมาถึงเลย
ในโลกที่งานไม่เคยเพอร์เฟกต์ การออกแบบบทบาทของตัวเอง จึงเป็นหนึ่งในทักษะการทำงานที่สำคัญที่สุด เพราะไม่มีใครรู้จักพลังงาน ขีดจำกัด และชีวิตของคุณ ดีไปกว่าตัวคุณเอง
3. สร้างชีวิตที่ไม่ถูกงานจับเป็นตัวประกัน
ถ้าวันหนึ่งงานหายไป คุณยังเป็นใครอยู่?
ถ้าคุณรู้สึกว่า…
เวลาที่งานห่วย ทั้งชีวิตห่วยแตกไปด้วย
เมื่อโดนตำหนิเรื่องงาน คุณค่าทั้งหมดของคุณถูกปฏิเสธไปด้วย
ถ้าวันนี้งานหายไป แล้วคุณรู้สึกเหมือนกำลังจะจมน้ำ
มันหมายความว่า ชีวิตของคุณทั้งก้อนกำลังถูกผูกไว้กับงานก้อนเดียว
และนั่นคือความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของชีวิตการทำงาน!
งานไม่ควรเป็นสิ่งเดียวที่นิยามว่าคุณเป็นใคร เพราะไม่ว่าจะงานไหนบนโลกก็ไม่มั่นคงพอจะรับภาระนั้น
วันนี้คุณอาจเป็นพนักงานที่เก่ง แต่พรุ่งนี้องค์กรอาจปรับโครงสร้าง จนคุณทำงานได้แย่ลง หรือมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทนที่ จนคุณถูกเลิกจ้าง ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่า คุณแย่ลง แต่เป็นเพราะบริบทเปลี่ยน
ถ้าชีวิตคุณมีงานเป็นเสาหลักเดียว เมื่อเสานั้นสั่น ทุกอย่างในชีวิตของคุณจะสั่นตาม
คารินาจึงแนะนำให้พวกเราค่อย ๆ สร้าง “เสาชีวิตอื่น” ควบคู่ไปกับงาน เช่น สุขภาพ, ความสัมพันธ์, งานอดิเรก, งานเสริม เป็นต้น
หนึ่งในคำแนะนำคือ จงลงทุนเวลาประมาณ 10% ต่อสัปดาห์ให้กับตัวเอง สำหรับ
- เรียนรู้สกิลใหม่ ๆ ที่ต่อยอดได้
- สร้างความสัมพันธ์กับผู้คน
- สร้าง Personal Branding
สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องสร้างรายได้ทันที หน้าที่ของมันคือ ทำให้คุณไม่รู้สึกติดกับดักอยู่กับงานเพียงงานเดียว
เมื่อคุณมีชีวิตที่แข็งแรงพอ วันที่งานมันห่วย คุณจะไม่พังไปพร้อมมัน และนั่นแหละคือ ความหมายของการทำงานโดยไม่ให้ชีวิตถูกจับเป็นตัวประกัน
⋆。☁︎。⋆。 ☾ 。⋆
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่คารินาอยากบอกพวกเราคือ งานมันอาจห่วยเพราะไม่ตรงกับความคาดหวังของคุณ หรือคุณยังไม่ได้ออกแบบมันให้เข้ากับชีวิต และคุณสามารถเปลี่ยนให้มันเป็นงานที่ดีพอโดยไม่จำเป็นต้องรักงาน มีแพชชัน หรือทำงานเก่งอยู่ตลอดเวลา
คุณทำได้ดีมากแล้ว
และนั่น… ก็เพียงพอแล้วสำหรับช่วงนี้ของชีวิต
How to Make Work Not Suck
Carina Maggar
สำนักพิมพ์วีเลิร์น (WE LEARN)

