Categories

2024 © SIS-ACADEMY.COM | BY PONGLADA NIYOMPONG

Edit Template

let’s connect

Edit Template

สรุปหนังสือ The Asshole Survival Guide : ศิลปะการอยู่ร่วมกับคนเฮงซวย

#ReadersGarden เล่มที่ 20

หนังสือศิลปะการอยู่ร่วมกับคนเฮงซวย (The Asshole Survival Guide) เป็นหนังสือที่ซิสพากลับบ้านมาหลังจากได้เจอกับ หัวหน้าของทีมอื่นที่โยนงานของเขามาให้เราทำ ด้วยเหตุผลที่ว่า “น้องทำงานเก่งและเร็วกว่า” คำชมนี้ทำให้ซิสบ้าจี้ทำงานที่ไม่ใช่ของตัวเองไปตลอด 1 ควอเตอร์ ในขณะที่เจ้าของงานร่อนไปร่อนมาและได้รับเครดิตไปทั้งหมด… โอ้ว! นี้คือคนเฮงซวยในที่ทำงานที่เคยอ่านเจอในกระทู้พันทิปสินะ เรานี่ช่างอ่อนหัด

หลังจากได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็พบว่า โหว! โลกนี้ช่างมีคนเฮงซวยมากมายหลากหลายสปีชีส์ มีทั้งทำร้ายด้วยคำพูด ทำร้ายร่างกาย หน้าไหว้หลังหลอก พูดจาแอปเปิ้ลอาบยาพิษ สารพัดสปีชีส์ น่ากลัวซะจนทำเอาหัวหน้าทีมคนนั้นร้ายกาจแค่ระดับมินเนียนไปเลย 

แล้วคนเฮงซวยนี้เป็นปัญหาร้ายแรงกว่าที่คิดนะ มันไม่ได้แค่ทำให้เราเสียเวลาหลายชั่วโมงในแต่ละสัปดาห์ไปกับการหงุดหงิด ความทุ่มเทและประสิทธิภาพในการทำงานก็ลดลง แถมยังแทรกซึมไปถึงความสัมพันธ์อื่นๆ ในชีวิต เช่น หงุดหงิดจากคนที่ทำงานแล้วเอามาลงกับคนที่บ้าน นอกจากนี้ความเฮงซวยยังเป็นนิสัยเสียที่ติดต่อกันได้ด้วย!

หนังสือศิลปะการอยู่ร่วมกับคนเฮงซวย เป็นคู่มือการเอาตัวรอดจากคนบ้าบอไม่รู้จักจบจักสิ้น มีหลากหลายวิธีให้เลือกตามสถานการณ์ของคุณ โดยอิงมาจากเรื่องเล่าจากอีเมลแปดพันฉบับที่ โรเบิร์ต ไอ. ซัตตัน (Robert I. Sutton) ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ได้รับจากคนที่กำลังเผชิญหน้ากับคนเฮงซวยอยู่ทั่วโลก วิธีรับมือคนเฮงซวยที่กล่าวถึงในเล่มนี้จึงมีงานวิจัยเบื้องหลังและกรณีศึกษามากมาย

1. เขาหรือเรา ที่เป็นคนเฮงซวย?

ถอดอคติทิ้งไปก่อน แล้วนึกดูดีๆ ว่า ความเฮงซวยที่คุณเจออยู่เกิดจากคนอื่นหรือตัวเอง? เพราะถ้าแก้ปัญหาไม่ตรงจุด มันก็จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ลองคุยกับคนอื่นๆ ว่า คนที่คุณคิดว่าเฮงซวยทำนิสัยร้ายกาจใส่คนอื่นด้วยหรือเปล่า ถ้าคนอื่นโดนด้วย ก็เบาใจได้ว่าคุณไม่ได้เป็นตัวปัญหา แต่ถ้าคุณเป็นเหยื่อแค่คนเดียว ให้นึกดูดีๆ ว่าอะไรเป็นสาเหตุ ลองเล่าให้คนรอบข้างฟัง หรือตั้งกระทู้พันทิปก็ดี เพราะเรื่องแบบนี้คนนอกมองมาอาจจะเห็นภาพชัดกว่า แต่สิ่งสำคัญคือ อย่าเอาอคติมาบังตา เล่าแต่ fact หรือความจริงล้วนๆ ถึงจะประเมินได้อย่างถูกต้อง

ซื้อหนังสือศิลปะการอยู่ร่วมกับคนเฮงซวย : นายอินทร์, SE-ED, Kinokuniya

2. ประเมินระดับความเฮงซวย

อย่าประเมินตอนที่คุณกำลังหัวร้อน เพราะอาจจะทำให้มองสถานการณ์เลวร้ายกว่าความเป็นจริงจนเสียโอกาสดีๆ ไป แต่ก็อย่าฝืนตัวเอง มองสถานการณ์ดีกว่าความเป็นจริงจนไม่รู้ว่าเรากำลังสูญเสียหลายสิ่งไปเพราะคนเฮงซวย การประเมินอย่างจริงใจนี้เพื่อให้คุณรู้ 2 สิ่งหลักๆ เพื่อนำไปคิดต่อว่าควรเลือกรับมือคนเฮงซวยแต่ละแบบ แต่ละระดับอย่างไร

ส่ิงแรก เขาเป็นคนเฮงซวยชั่วคราว หรือเป็นคนเฮงซวยที่แท้จริง?

✦ คนเฮงซวยชั่วคราวคือใคร? คนเฮงซวยที่คุณเจอ ปกติแล้วเขาดีกับคุณหรือเปล่า เขาเพิ่งจะหลุดเฮงซวยเป็นครั้งแรกในรอบปีมั้ย ถ้าเป็นแบบนั้น เขาคงเป็นคนเฮงซวยชั่วคราวที่อาจกำลังเจอวันแย่ๆ อย่าลืมว่า…

“เราทุกคนกลายเป็นคนเฮงซวยชั่วคราวได้ เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ผิด”

ดังนั้นถ้าเจอคนเฮงซวยชั่วคราว จงเห็นอกเห็นใจเขา หลายครั้งสิ่งที่ดีที่สุดคือ การไม่พูดอะไรและเดินออกมา รอให้เขาใจเย็นลงเอง

✦ แล้วคนเฮงซวยที่แท้จริงล่ะ? พวกเขาคือความบ้าบอที่ไม่จบไม่สิ้น อาจจะเฮงซวยตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกัน เสมอต้นเสมอปลาย หรือเขาอาจจะทำดีกับคุณ 1 สัปดาห์ จากนั้นก็ทำให้คุณทนทุกข์ตลอด 51 สัปดาห์ที่เหลือของปี นี้คือคนเฮงซวยที่โรเบิร์ตได้รวบรวมสารพัดวิธีรับมือไว้ในหนังสือเล่มนี้

สิ่งที่สอง มันแย่มากแค่ไหน?

✦ มาวัดระดับความเลวร้ายโดยลองตอบตัวเองว่า คนเฮงซวยกำลังทำเหมือนว่าคุณและคนอื่นๆ ไร้ค่าน่าชิงชังหรือเปล่า? ถ้าเขาแค่ทำให้คุณรำคาญใจ หงุดหงิดเบาๆ เหมือนมีมดมากัด พอเดินผ่านไปแล้วก็ลืม ก็อย่าเก็บมาใส่ใจเลย แต่ถ้าเขาทำให้คุณคับแค้นใจ ต่ำต้อย หมดแรง เป็นสัญญาณว่าคุณต้องวางแผนเอาตัวรอดแล้ว

✦ เรื่องน่าเกลียดเหล่านี้จะอยู่ไปอีกนานแค่ไหน? ถ้าคุณต้องเจอแค่ในระยะเวลาสั้นๆ เช่น คนที่มาทำโปรเจคร่วมกันชั่วคราว คุณก็อาจจะลืมเขาไปได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเขาตามหลอกหลอนคุณแทบทุกวันทุกคืน ก็ต้องคิดวางแผนหาวิธีป้องกันตัวแล้ว

✦ คุณมีอำนาจมากกว่าคนเฮงซวยแค่ไหน?​ ถ้าคุณมีอำนาจมากกว่า หมายความว่าคุณมีทางเลือกหลากหลายกว่า เช่น หลบหนีออกมา ตอบโต้ หรือกำจัดคนงี่เง่าออกไปจากชีวิต แต่หากคุณมีอำนาจน้อยกว่า คุณก็มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียมากกว่า ยิ่งต้องวางแผนให้รอบคอบมากยิ่งขึ้น

✦ ปัญหาอยู่คนหรือระบบ? ถ้าคุณรับมือกับคนเฮงซวยไม่กี่คนท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีอารยธรรมแล้ว คุณก็น่าจะขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างได้ แต่ถ้าคุณอยู่ในเมืองแห่งคนงี่เง่า การเดินหนีออกมาก่อนที่คุณจะติดเชื้องี่เง่ามาโดยไม่รู้ตัว อาจเป็นวิธีที่ดีที่สุด

เมื่อคุณตอบคำถามทั้งหมดนี้ได้แล้ว ก็จะรู้ว่าตัวเองกำลังเผชิญคนเฮงซวยในระดับไหน และควรจะรับมืออย่างไรต่อไป โรเบิร์ตแบ่งวิธีรับมือคนเฮงซวยเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่ หนี, หลบเลี่ยง, ปรับมุมมอง และตอบโต้ 



3. ลาขาด! หนีออกมาแบบสวยๆ

ถ้าคุณกำลังเผชิญกับคนเฮงซวยที่แท้จริง วิธีที่ดีที่สุดคือ หนีไป!!! เพราะความเฮงซวยเป็นนิสัยเสียที่ติดต่อกันได้ ซ้ำร้ายคุณอาจจะติดมันมาโดยไม่รู้ตัว จนเผลอกลายเป็นคนเฮงซวยสำหรับคนอื่นต่อ

“It is easier to resist at the beginning than at the end.
การขัดขืนในตอนแรกนั้นง่ายกว่าขัดขืนในตอนท้าย”

– Leonardo da Vinci

✦ หนีไปตั้งแต่แรก – ถ้าคุณได้กลิ่นอายของความเฮงซวยลอยมาตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น ผู้สัมภาษณ์งานซึ่งจะมาเป็นหัวหน้าของคุณ มีพฤติกรรมไม่ฟัง พูดขัดตลอด คนรอบข้างดูพยายามหลีกเลี่ยงคนๆ นี้ แล้วคุณพบว่าตำแหน่งนี้มีประวัติหาคนใหม่บ่อยๆ ทั้งที่ไม่ได้กำลังขยายทีม มันก็มีแนวโน้มแล้วว่าคุณอาจจะได้ทำงานกับคนงี่เง่า การปฏิเสธงานไปตั้งแต่แรก ย่อมดีกว่ามานั่งทุกข์ใจแล้วหาวิธีลาออกสวยๆ ทีหลัง

แน่นอนว่าการจะมองคนให้ออกขึ้นอยู่ที่ประสบการณ์ จึงอย่าเสียใจไปถ้าคุณพลาดเข้ามาติดแหง่กกับคนเฮงซวยแล้ว คุณแค่ชั่วโมงบินยังน้อยอยู่ ถ้าเป็นแบบนั้น ให้หาวิธีหนีออกมาแบบสวยๆ

✦ หนีทีหลังแบบสวยๆ – ไม่ว่าเขาจะเฮงซวยใส่คุณแค่ไหน อย่าหนีมาแบบไร้ความรับผิดชอบเลย ไม่ใช่แค่เพราะคุณดีกว่าเขา แต่ต้องยอมรับว่าโลกนี้มันแคบกว่าที่คิด 

ตัวอย่างของซิสเอง จากการทำงานมา 4 บริษัทซึ่งเป็นธุรกิจแตกต่างกันทั้งหมด เวลาเจอเพื่อนร่วมงานใหม่ จะต้องมีคนที่เป็น เพื่อนของเพื่อน, หัวหน้าของเพื่อนร่วมงานเก่า, รุ่นพี่มหาวิทยาลัย, หรือคนที่เคยทำงานที่เดียวกันแต่ไม่เคยเจอกัน​ สุดท้ายจะต้องมีคนที่ทำให้เราพูดขึ้นมาว่า “โหว! โลกแคบจัง”

การจากลาที่มีความรับผิดชอบ สวยงาม หรืออย่างน้อยไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน จะทำให้คุณสบายใจและมีส่งผลดีในอนาคตมากกว่า

✦ เมื่อไหร่ที่ควรหนี? – ในที่ทำงานซิสเจอมาหลายรูปแบบ ลาออกในหนึ่งสัปดาห์ หนึ่งวัน หรือมาตอนเช้าแล้วบ่ายหายไปเลยก็มี ส่วนนี้ขึ้นอยู่กับ เป้าหมายชีวิต และ ระยะเวลาที่ยอมเสียได้ ของแต่ละคน 

เร่ิมจากระยะเวลา ถ้าคุณรู้ว่าประสบการณ์มองคนยังน้อย อย่าด่วนตัดสินใจเพราะอาจจะพลาดโอกาสดีๆ ไป จงให้เวลาตัวเองได้มองโลกให้ชัดเจนขึ้น ถ้าพูดถึงการทำงาน ระยะเวลาเหมาะสมคือ ช่วงทดลองงาน 3-6 เดือน ถ้ามั่นใจแล้วว่า คนงี่เง่ากำลังกัดกินพลังชีวิตของคุณ และอยู่ต่อไปก็ไม่ได้เกิดประโยชน์ใดๆ ก็เดินออกมาเถอะ

บางคนมองในแง่ดีว่า “ฉันกำลังฝึกความอดทน” หรือ “มันกำลังดีขึ้นแล้ว” คำพูดเหล่านี้เป็นได้ทั้งเรื่องจริงและเรื่องมโน เอาอคติออกไปแล้วนึกดูดีๆ ว่า ความอดทนที่คุณฝึกอยู่นี้มีประโยชน์จริงๆ หรือเปล่า หรือมันกำลังเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจริงๆ หรือแค่กำลังหวังลมๆ แล้งๆ กันแน่ 

ในบรรดาอีเมลถึงโรเบิร์ต มีหลายคนที่บอกว่า พวกเขาเสียดายเวลาที่อดทนอยู่กับคนเฮงซวยตั้งหลายปี แทนที่จะใช้พลังงานไปทำเรื่องที่อยากทำ กลับต้องหมดแรงไปเพราะสู้รบตบมือกับคนงี่เง่าซึ่งสุดท้ายก็ยังงี่เง่าอยู่วันยังค่ำ

นอกจากนี้ ลองนึกถึงเป้าหมายชีวิตของคุณ ถ้าการอดทนอยู่ต่อมันช่วยเติมเต็มเป้าหมายชีวิตได้ และผลลัพธ์มันคุ้มค่ากับการที่คุณต้องต่อสู้กับคนเฮงซวย ให้ลองไปใช้วิธีรับมืออื่นๆ อย่างการหลบเลี่ยง, ปรับมุมมอง, และตอบโต้ ที่จะกล่าวต่อไป

4. หลบเลี่ยงจากคนเฮงซวย

ถ้าคุณไม่สามารถหนีจากคนเฮงซวยได้ เพราะเขาเป็นคนในครอบครัว, หัวหน้าของงานที่คุณอยากทำ, หรืออาจารย์ที่ปรึกษาที่คุณไม่สามารถเปลี่ยนได้ วิธีที่ดีที่สุดคือ หลบเลี่ยงเพื่อลดการปะทะ ซึ่งมีวิธีดีๆ มากมายต่อไปนี้

✦ เว้นระยะห่าง ยิ่งห่างมาก ยิ่งเกี่ยวข้องกันน้อยลง อาจเลือกนั่งให้ห่างกันสักหน่อย ปลีกตัวไปทำงานที่อื่น ออกไปประชุมข้างนอกบ้าง ขอ work from home บ้างก็ได้

✦ หาโล่มนุษย์ หมายถึง คนที่มีจิตใจแข็งแกร่งพร้อมปกป้องคุณจากคนเฮงซวย อย่างเช่น หัวหน้างานที่ไว้วางใจได้และพร้อมจะปกป้องลูกทีมจากคนเฮงซวยของทีมอื่น 

วิธีนี้ได้ผลจริงสำหรับซิสสมัยเพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ เมื่อเจอคนเฮงซวยที่เป็นหัวหน้าของทีมอื่น โยนงานของตัวเองมาให้เราทำ ด้วยเหตุผลที่ว่า “น้องทำงานนี้ดีกว่าและเร็วกว่า” (เหมือนชมเพื่อหลอกใช้) ทีแรกหัวหน้าของซิสไม่ได้เข้ามาแทรกแซง เพราะคนเฮงซวยนั้นโยนงานมาข้ามหน้าข้ามตาเขา และซิสบอกหัวหน้าเองว่า “น้องเอาอยู่และอยากลองจัดการด้วยตัวเอง” แล้วก็ได้บทเรียนว่า “อย่าใช้เหตุผลกับคนบ้า” 😂 สุดท้ายหัวหน้าของซิสก็เข้ามาจัดการให้ จบความเฮงซวยตลอดสามเดือนให้ภายในวันเดียว รวมถึงสอนให้เรารู้จักพึ่งพาอำนาจของคนอื่นในเวลาที่จำเป็น

✦ ชะลอจังหวะ ในหนังสือ Disneyland ทำอะไร ทำไมใครๆ ก็หลงรัก บอกไว้ว่า “คนเราจะโกรธปรี๊ดสุดๆ ได้เพียง 6 วินาทีเท่านั้น” ดังนั้นเมื่อคุณรู้ตัวว่าจะระเบิดลง ให้นับ 1-6 ช้าๆ ในใจ หรือขอผละขอตัวออกมาจากสถานการณ์นั้นก่อน การรับมือกับคนเฮงซวยในสภาพที่ไม่พร้อม อาจจะเผลอสติหลุดจนทำให้เรื่องเลวร้ายลงได้

มาดูตัวอย่างของวิธีชะลอจังหวะจากหนังสือกัน มีนักศึกษาปริญญาเอกที่เจอคนเฮงซวยเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาจอมคลั่ง ที่มักจะโทรมาต่อว่าอย่างไร้เหตุผลในเวลาที่ไม่ควร (เช่น ตอนตีสอง) หรือส่งอีเมลยาวเหยียดและหลายฉบับที่เต็มไปด้วยข้อความกวนโมโห นักศึกษาคนนั้นรับมือด้วยวิธีชะลอจังหวะในการตอบกลับ อย่างการไม่รับโทรศัพท์และไม่ตอบข้อความนอกเวลาทั้งตั้งไว้ เว้นระยะเวลา 2-3 วันในการตอบกลับอีเมลที่ไม่ได้มีเนื้อหาสำคัญ วิธีนี้ช่วยให้เธอมีระยะเวลาสงบใจ มีสติในการตอบข้อความ และกลั่นกรองคำตอบที่ดีที่สุดได้

5. ปรับมุมมองเพื่อพิทักษ์จิตวิญญาณของคุณ

ถ้าคุณหนีไม่ได้ จะหลีกเลี่ยงก็ยาก จำเป็นต้องอยู่ร่วมกับคนเฮงซวย วิธีถัดมาคือ ปรับทัศนคติของตัวเอง เพราะมันง่ายกว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนอื่น วิธีนี้เป็นเหมือนเกราะป้องกันจิตวิญญาณของคุณให้ไม่ถูกฉุดลงไปต่ำตมกับคนเฮงซวย หรือป้องกันเชื้อเฮงซวยมาติดคุณนั้นเอง

กรณีนี้เช่น นักเรียนเตรียมทหารคนหนึ่งที่เจอกลุ่มรุ่นพี่เฮงซวย รับน้องด้วยวิธีที่งี่เง่า อย่างการลงโทษเธอเพราะไม่สามารถท่องเนื้อข่าวบนหน้าแรกของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ฉบับวันนั้นได้ทั้งหมด พวกเขาด่าว่าเธอว่าล้มเหลวในฐานะทหารและบุคคล (หืมมม?) เธอไม่อยากหนีเพราะการเป็นทหารคือความฝันของเธอ จะหลีกเลี่ยงหลบหน้าก็ไม่ได้ เธอจึงเริ่มปรับมุมมอง เลือกมองที่ความสร้างสรรค์และน่าขบขันของรุ่นพี่แทน เธอประทับใจใน “ไหวพริบและทักษะ” ของพวกเขา นั้นทำให้เธอมองการรับน้องเป็นเรื่องน่าเศร้าและน่ากลัวน้อยลง

✦ การเลือกมองสิ่งดีๆ คิดในแง่บวก ช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นและมีพฤติกรรมที่ดีต่อตัวเอง

✦ ไม่ถือเอาเป็นเรื่องส่วนตัว คนเฮงซวยมักจะปฏิบัติตัวแย่ๆ ใส่คนรอบข้าง ไม่ใช่แค่คุณโดนคนเดียว ดังนั้นอย่าถือโทษตัวเองว่าเราทำผิดอะไร คุณก็แค่ดวงซวยเท่านั้น

“When they go low, we go high.
เมื่อเขาลงต่ำ เราต้องขึ้นสูง”

– Michelle Obama

✦ Kill them with kindness ฆ่าพวกเขาด้วยความใจดี หมายถึง การรับมือคนเฮงซวยด้วยความสุภาพอ่อนโยน วิธีนี้ช่วยลดความรุนแรง และถ้าคนเฮงซวยยังมีจิตสำนึกอยู่บ้าง ท้ายที่สุดเขาจะรู้ตัวและเป็นฝ่ายขอโทษหรือถอยห่างออกไปเอง

ในหนังสือ BECOMING ของอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง มิเชลล์ โอบามา ได้พูดถึงวิธีนี้ในการรับมือกับถ้อยคำเกลียดชังที่โจมตีครอบครัวของเธอ เราจะต้องไม่ลดตัวลงไปอยู่ระดับเดียวกับพวกเขา เมื่อพวกเขาลงต่ำ เราต้องขึ้นสูง นั้นทำให้เรายังภาคภูมิใจในตัวเองอยู่ได้

✦ มองย้อนกลับมาจากอนาคต ลองนึกถึงคนเฮงซวยที่คุณเคยเจอสมัยเด็กๆ ดู หรือคนที่คุณเจอเมื่อสองปีก่อน คุณยังจำพวกเขาได้มั้ย? พวกเขายังทำให้คุณโกรธเคือง ต่ำต้อย หมดแรงอยู่หรือเปล่า? นี้คือนิยามของคำว่า “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” มีพบก็ต้องมีจาก คำๆ นี้มักใช้กับคนที่รัก แต่จริงๆ มันก็ใช้กับคนเฮงซวยได้ด้วยนะ คนเฮงซวยที่ผ่านเข้ามาในชีวิตคุณ เดี๋ยวก็ต้องมีวันที่จากกันไป

6. ตอบโต้

นี้เป็นวิธีสุดท้ายและท้ายสุดที่แนะนำในการรับมือกับคนเฮงซวย เพราะมีความเสี่ยงหลายอย่าง และคุณอาจลงเอยด้วยการสร้างวงจรอุบาทว์ แก้แค้นกันไม่รู้จบ จนเหนื่อยกว่าเดิมได้

การตอบโต้ที่ประสบความสำเร็จคือ ตอบโต้ถูกคน ถูกเวลา และถูกวัตถุประสงค์ ซึ่งไม่ใช่ทำเพื่อให้คุณสบายใจหรือสะใจเท่านั้น แต่ต้องช่วยยุติวงจรความเฮงซวย หรืออย่างน้อยก็ให้คนเฮงซวยเลิกยุ่งกับคุณ

3 ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ตัดสินใจว่าควรตอบโต้หรือไม่คือ อำนาจ • ข้อมูลหลักฐาน • ความร่วมมือจากคนอื่น ถ้าคุณมีอำนาจเหนือคนเฮงซวย มันก็ไม่ยากเลยที่จะตอบโต้กลับ เพียงแต่ต้องทำให้ถูกเวลา แต่การที่คุณมีอำนาจน้อยกว่าก็ไม่ได้หมายความว่าจะโต้กลับไม่ได้

ตัวอย่างเช่น กรณีของผู้ประกาศข่าวสาวช่องฟ็อกซ์นิวส์ เกรตเช่น คาร์ลสัน ฟ้องร้อง โรเจอร์ เอลส์ ผู้ก่อตั้งและประธานสถานีของช่อง หลังจากเธอถูกบังคับให้ลาออกเพราะปฏิเสธการเข้าหาที่ส่อไปในทางเพศของเขา เธอยังร้องเรียนเรื่องการเหยียดเพศจากเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ในฟ็อกซ์ด้วย เอลส์เป็นผู้มีอิทธิพลทางสื่อมากที่สุดคนหนึ่งของโลก เขาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แถมยังมีคำให้การยืนยันชั้นเยี่ยมจากเหล่าผู้ประกาศแม่เหล็กของช่อง 

แต่ปรากฏว่าภายในสองเดือน เอลส์ถูกไล่ออก ฟ็อกซ์จ่ายเงินทดแทนให้คาร์ลสัน 20 ล้านดอลล่าร์ รวมถึงบริษัทออกแถลงการขอโทษต่อสาธารณะชน เพราะคาร์ลสันมีหลักฐานเป็นเทปบันทึกเสียงตอนที่เอลส์กำลังคุกคามเธอ รวมถึงมีเหยื่ออีกมากมายออกมาร่วมเปิดเผยพฤติกรรมแย่ๆ ของเอลส์ด้วย

ตัวอย่างนี้อยากให้เห็นว่า ถึงคุณมีอำนาจน้อยกว่า แต่ถ้ามีข้อมูลหลักฐาน มีความร่วมมือจากคนอื่น วางแผนอย่างรัดกุมเพื่อตอบโต้ถูกคน ถูกเวลา ถูกวัตถุประสงค์ ตามหลักที่กล่าวไปทั้งหมด ก็ประสบความสำเร็จในการตอบโต้ได้

7. จงมีส่วนร่วมในการแก้ไข

เราอาจจะหนีจากคนเฮงซวยได้ แต่สุดท้ายถ้าไม่มีใครแก้ไขเลย ความเฮงซวยก็จะแพร่กระจายจนยากที่จะหยุด เหมือนกับโรคติดต่อที่ไม่มีวัคซีน นั้นเป็นเหตุผลที่ว่า เราทุกคนควรมีส่วนร่วมในการแก้ไข หรืออย่างน้อยก็อย่างสร้างปัญหาซะเอง

ซื้อหนังสือศิลปะการอยู่ร่วมกับคนเฮงซวย : นายอินทร์, SE-ED, Kinokuniya

“Compliment more often. As people receive compliments, they become kinder, gentler and more beautiful.
การพูดชมคนอื่นบ่อยๆ จะทำให้เขาอ่อนโยน แล้วเขาก็จะส่งต่อความอ่อนโยนนั้นให้กับคนอื่น… นั้นไม่ใช่เรื่องดีกรอกหรอ?”

– Jimin, BTS

ขอทิ้งท้ายไว้ด้วยคำพูดดีๆ จากไอดอลของซิส จีมิน วง BTS ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ซิสชอบมากๆ แล้วมันก็ได้ผลดีด้วย ไม่มีใครที่เกลียดคำชมที่จริงใจหรอก คำพูดดีๆ ช่วยให้คนอ่อนโยนลงได้ ไม่ใช่มีแต่ความเฮงซวยที่ติดต่อกันได้ แต่ความอ่อนโยนก็เป็นนิสัยดีที่ติดต่อกันได้เช่นกัน เพียงแต่อาจจะใช้เวลานานกว่าและความพยายามมากกว่า



Total
0
Shares

สรุปหนังสือ The Asshole Survival Guide : ศิลปะการอยู่ร่วมกับคนเฮงซวย

♡ save for later

#ReadersGarden เล่มที่ 20

หนังสือศิลปะการอยู่ร่วมกับคนเฮงซวย (The Asshole Survival Guide) เป็นหนังสือที่ซิสพากลับบ้านมาหลังจากได้เจอกับ หัวหน้าของทีมอื่นที่โยนงานของเขามาให้เราทำ ด้วยเหตุผลที่ว่า “น้องทำงานเก่งและเร็วกว่า” คำชมนี้ทำให้ซิสบ้าจี้ทำงานที่ไม่ใช่ของตัวเองไปตลอด 1 ควอเตอร์ ในขณะที่เจ้าของงานร่อนไปร่อนมาและได้รับเครดิตไปทั้งหมด… โอ้ว! นี้คือคนเฮงซวยในที่ทำงานที่เคยอ่านเจอในกระทู้พันทิปสินะ เรานี่ช่างอ่อนหัด

หลังจากได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็พบว่า โหว! โลกนี้ช่างมีคนเฮงซวยมากมายหลากหลายสปีชีส์ มีทั้งทำร้ายด้วยคำพูด ทำร้ายร่างกาย หน้าไหว้หลังหลอก พูดจาแอปเปิ้ลอาบยาพิษ สารพัดสปีชีส์ น่ากลัวซะจนทำเอาหัวหน้าทีมคนนั้นร้ายกาจแค่ระดับมินเนียนไปเลย 

แล้วคนเฮงซวยนี้เป็นปัญหาร้ายแรงกว่าที่คิดนะ มันไม่ได้แค่ทำให้เราเสียเวลาหลายชั่วโมงในแต่ละสัปดาห์ไปกับการหงุดหงิด ความทุ่มเทและประสิทธิภาพในการทำงานก็ลดลง แถมยังแทรกซึมไปถึงความสัมพันธ์อื่นๆ ในชีวิต เช่น หงุดหงิดจากคนที่ทำงานแล้วเอามาลงกับคนที่บ้าน นอกจากนี้ความเฮงซวยยังเป็นนิสัยเสียที่ติดต่อกันได้ด้วย!

หนังสือศิลปะการอยู่ร่วมกับคนเฮงซวย เป็นคู่มือการเอาตัวรอดจากคนบ้าบอไม่รู้จักจบจักสิ้น มีหลากหลายวิธีให้เลือกตามสถานการณ์ของคุณ โดยอิงมาจากเรื่องเล่าจากอีเมลแปดพันฉบับที่ โรเบิร์ต ไอ. ซัตตัน (Robert I. Sutton) ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ได้รับจากคนที่กำลังเผชิญหน้ากับคนเฮงซวยอยู่ทั่วโลก วิธีรับมือคนเฮงซวยที่กล่าวถึงในเล่มนี้จึงมีงานวิจัยเบื้องหลังและกรณีศึกษามากมาย

1. เขาหรือเรา ที่เป็นคนเฮงซวย?

ถอดอคติทิ้งไปก่อน แล้วนึกดูดีๆ ว่า ความเฮงซวยที่คุณเจออยู่เกิดจากคนอื่นหรือตัวเอง? เพราะถ้าแก้ปัญหาไม่ตรงจุด มันก็จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ลองคุยกับคนอื่นๆ ว่า คนที่คุณคิดว่าเฮงซวยทำนิสัยร้ายกาจใส่คนอื่นด้วยหรือเปล่า ถ้าคนอื่นโดนด้วย ก็เบาใจได้ว่าคุณไม่ได้เป็นตัวปัญหา แต่ถ้าคุณเป็นเหยื่อแค่คนเดียว ให้นึกดูดีๆ ว่าอะไรเป็นสาเหตุ ลองเล่าให้คนรอบข้างฟัง หรือตั้งกระทู้พันทิปก็ดี เพราะเรื่องแบบนี้คนนอกมองมาอาจจะเห็นภาพชัดกว่า แต่สิ่งสำคัญคือ อย่าเอาอคติมาบังตา เล่าแต่ fact หรือความจริงล้วนๆ ถึงจะประเมินได้อย่างถูกต้อง

ซื้อหนังสือศิลปะการอยู่ร่วมกับคนเฮงซวย : นายอินทร์, SE-ED, Kinokuniya

2. ประเมินระดับความเฮงซวย

อย่าประเมินตอนที่คุณกำลังหัวร้อน เพราะอาจจะทำให้มองสถานการณ์เลวร้ายกว่าความเป็นจริงจนเสียโอกาสดีๆ ไป แต่ก็อย่าฝืนตัวเอง มองสถานการณ์ดีกว่าความเป็นจริงจนไม่รู้ว่าเรากำลังสูญเสียหลายสิ่งไปเพราะคนเฮงซวย การประเมินอย่างจริงใจนี้เพื่อให้คุณรู้ 2 สิ่งหลักๆ เพื่อนำไปคิดต่อว่าควรเลือกรับมือคนเฮงซวยแต่ละแบบ แต่ละระดับอย่างไร

ส่ิงแรก เขาเป็นคนเฮงซวยชั่วคราว หรือเป็นคนเฮงซวยที่แท้จริง?

✦ คนเฮงซวยชั่วคราวคือใคร? คนเฮงซวยที่คุณเจอ ปกติแล้วเขาดีกับคุณหรือเปล่า เขาเพิ่งจะหลุดเฮงซวยเป็นครั้งแรกในรอบปีมั้ย ถ้าเป็นแบบนั้น เขาคงเป็นคนเฮงซวยชั่วคราวที่อาจกำลังเจอวันแย่ๆ อย่าลืมว่า…

“เราทุกคนกลายเป็นคนเฮงซวยชั่วคราวได้ เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ผิด”

ดังนั้นถ้าเจอคนเฮงซวยชั่วคราว จงเห็นอกเห็นใจเขา หลายครั้งสิ่งที่ดีที่สุดคือ การไม่พูดอะไรและเดินออกมา รอให้เขาใจเย็นลงเอง

✦ แล้วคนเฮงซวยที่แท้จริงล่ะ? พวกเขาคือความบ้าบอที่ไม่จบไม่สิ้น อาจจะเฮงซวยตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกัน เสมอต้นเสมอปลาย หรือเขาอาจจะทำดีกับคุณ 1 สัปดาห์ จากนั้นก็ทำให้คุณทนทุกข์ตลอด 51 สัปดาห์ที่เหลือของปี นี้คือคนเฮงซวยที่โรเบิร์ตได้รวบรวมสารพัดวิธีรับมือไว้ในหนังสือเล่มนี้

สิ่งที่สอง มันแย่มากแค่ไหน?

✦ มาวัดระดับความเลวร้ายโดยลองตอบตัวเองว่า คนเฮงซวยกำลังทำเหมือนว่าคุณและคนอื่นๆ ไร้ค่าน่าชิงชังหรือเปล่า? ถ้าเขาแค่ทำให้คุณรำคาญใจ หงุดหงิดเบาๆ เหมือนมีมดมากัด พอเดินผ่านไปแล้วก็ลืม ก็อย่าเก็บมาใส่ใจเลย แต่ถ้าเขาทำให้คุณคับแค้นใจ ต่ำต้อย หมดแรง เป็นสัญญาณว่าคุณต้องวางแผนเอาตัวรอดแล้ว

✦ เรื่องน่าเกลียดเหล่านี้จะอยู่ไปอีกนานแค่ไหน? ถ้าคุณต้องเจอแค่ในระยะเวลาสั้นๆ เช่น คนที่มาทำโปรเจคร่วมกันชั่วคราว คุณก็อาจจะลืมเขาไปได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเขาตามหลอกหลอนคุณแทบทุกวันทุกคืน ก็ต้องคิดวางแผนหาวิธีป้องกันตัวแล้ว

✦ คุณมีอำนาจมากกว่าคนเฮงซวยแค่ไหน?​ ถ้าคุณมีอำนาจมากกว่า หมายความว่าคุณมีทางเลือกหลากหลายกว่า เช่น หลบหนีออกมา ตอบโต้ หรือกำจัดคนงี่เง่าออกไปจากชีวิต แต่หากคุณมีอำนาจน้อยกว่า คุณก็มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียมากกว่า ยิ่งต้องวางแผนให้รอบคอบมากยิ่งขึ้น

✦ ปัญหาอยู่คนหรือระบบ? ถ้าคุณรับมือกับคนเฮงซวยไม่กี่คนท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีอารยธรรมแล้ว คุณก็น่าจะขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างได้ แต่ถ้าคุณอยู่ในเมืองแห่งคนงี่เง่า การเดินหนีออกมาก่อนที่คุณจะติดเชื้องี่เง่ามาโดยไม่รู้ตัว อาจเป็นวิธีที่ดีที่สุด

เมื่อคุณตอบคำถามทั้งหมดนี้ได้แล้ว ก็จะรู้ว่าตัวเองกำลังเผชิญคนเฮงซวยในระดับไหน และควรจะรับมืออย่างไรต่อไป โรเบิร์ตแบ่งวิธีรับมือคนเฮงซวยเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่ หนี, หลบเลี่ยง, ปรับมุมมอง และตอบโต้ 



3. ลาขาด! หนีออกมาแบบสวยๆ

ถ้าคุณกำลังเผชิญกับคนเฮงซวยที่แท้จริง วิธีที่ดีที่สุดคือ หนีไป!!! เพราะความเฮงซวยเป็นนิสัยเสียที่ติดต่อกันได้ ซ้ำร้ายคุณอาจจะติดมันมาโดยไม่รู้ตัว จนเผลอกลายเป็นคนเฮงซวยสำหรับคนอื่นต่อ

“It is easier to resist at the beginning than at the end.
การขัดขืนในตอนแรกนั้นง่ายกว่าขัดขืนในตอนท้าย”

– Leonardo da Vinci

✦ หนีไปตั้งแต่แรก – ถ้าคุณได้กลิ่นอายของความเฮงซวยลอยมาตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น ผู้สัมภาษณ์งานซึ่งจะมาเป็นหัวหน้าของคุณ มีพฤติกรรมไม่ฟัง พูดขัดตลอด คนรอบข้างดูพยายามหลีกเลี่ยงคนๆ นี้ แล้วคุณพบว่าตำแหน่งนี้มีประวัติหาคนใหม่บ่อยๆ ทั้งที่ไม่ได้กำลังขยายทีม มันก็มีแนวโน้มแล้วว่าคุณอาจจะได้ทำงานกับคนงี่เง่า การปฏิเสธงานไปตั้งแต่แรก ย่อมดีกว่ามานั่งทุกข์ใจแล้วหาวิธีลาออกสวยๆ ทีหลัง

แน่นอนว่าการจะมองคนให้ออกขึ้นอยู่ที่ประสบการณ์ จึงอย่าเสียใจไปถ้าคุณพลาดเข้ามาติดแหง่กกับคนเฮงซวยแล้ว คุณแค่ชั่วโมงบินยังน้อยอยู่ ถ้าเป็นแบบนั้น ให้หาวิธีหนีออกมาแบบสวยๆ

✦ หนีทีหลังแบบสวยๆ – ไม่ว่าเขาจะเฮงซวยใส่คุณแค่ไหน อย่าหนีมาแบบไร้ความรับผิดชอบเลย ไม่ใช่แค่เพราะคุณดีกว่าเขา แต่ต้องยอมรับว่าโลกนี้มันแคบกว่าที่คิด 

ตัวอย่างของซิสเอง จากการทำงานมา 4 บริษัทซึ่งเป็นธุรกิจแตกต่างกันทั้งหมด เวลาเจอเพื่อนร่วมงานใหม่ จะต้องมีคนที่เป็น เพื่อนของเพื่อน, หัวหน้าของเพื่อนร่วมงานเก่า, รุ่นพี่มหาวิทยาลัย, หรือคนที่เคยทำงานที่เดียวกันแต่ไม่เคยเจอกัน​ สุดท้ายจะต้องมีคนที่ทำให้เราพูดขึ้นมาว่า “โหว! โลกแคบจัง”

การจากลาที่มีความรับผิดชอบ สวยงาม หรืออย่างน้อยไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน จะทำให้คุณสบายใจและมีส่งผลดีในอนาคตมากกว่า

✦ เมื่อไหร่ที่ควรหนี? – ในที่ทำงานซิสเจอมาหลายรูปแบบ ลาออกในหนึ่งสัปดาห์ หนึ่งวัน หรือมาตอนเช้าแล้วบ่ายหายไปเลยก็มี ส่วนนี้ขึ้นอยู่กับ เป้าหมายชีวิต และ ระยะเวลาที่ยอมเสียได้ ของแต่ละคน 

เร่ิมจากระยะเวลา ถ้าคุณรู้ว่าประสบการณ์มองคนยังน้อย อย่าด่วนตัดสินใจเพราะอาจจะพลาดโอกาสดีๆ ไป จงให้เวลาตัวเองได้มองโลกให้ชัดเจนขึ้น ถ้าพูดถึงการทำงาน ระยะเวลาเหมาะสมคือ ช่วงทดลองงาน 3-6 เดือน ถ้ามั่นใจแล้วว่า คนงี่เง่ากำลังกัดกินพลังชีวิตของคุณ และอยู่ต่อไปก็ไม่ได้เกิดประโยชน์ใดๆ ก็เดินออกมาเถอะ

บางคนมองในแง่ดีว่า “ฉันกำลังฝึกความอดทน” หรือ “มันกำลังดีขึ้นแล้ว” คำพูดเหล่านี้เป็นได้ทั้งเรื่องจริงและเรื่องมโน เอาอคติออกไปแล้วนึกดูดีๆ ว่า ความอดทนที่คุณฝึกอยู่นี้มีประโยชน์จริงๆ หรือเปล่า หรือมันกำลังเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจริงๆ หรือแค่กำลังหวังลมๆ แล้งๆ กันแน่ 

ในบรรดาอีเมลถึงโรเบิร์ต มีหลายคนที่บอกว่า พวกเขาเสียดายเวลาที่อดทนอยู่กับคนเฮงซวยตั้งหลายปี แทนที่จะใช้พลังงานไปทำเรื่องที่อยากทำ กลับต้องหมดแรงไปเพราะสู้รบตบมือกับคนงี่เง่าซึ่งสุดท้ายก็ยังงี่เง่าอยู่วันยังค่ำ

นอกจากนี้ ลองนึกถึงเป้าหมายชีวิตของคุณ ถ้าการอดทนอยู่ต่อมันช่วยเติมเต็มเป้าหมายชีวิตได้ และผลลัพธ์มันคุ้มค่ากับการที่คุณต้องต่อสู้กับคนเฮงซวย ให้ลองไปใช้วิธีรับมืออื่นๆ อย่างการหลบเลี่ยง, ปรับมุมมอง, และตอบโต้ ที่จะกล่าวต่อไป

4. หลบเลี่ยงจากคนเฮงซวย

ถ้าคุณไม่สามารถหนีจากคนเฮงซวยได้ เพราะเขาเป็นคนในครอบครัว, หัวหน้าของงานที่คุณอยากทำ, หรืออาจารย์ที่ปรึกษาที่คุณไม่สามารถเปลี่ยนได้ วิธีที่ดีที่สุดคือ หลบเลี่ยงเพื่อลดการปะทะ ซึ่งมีวิธีดีๆ มากมายต่อไปนี้

✦ เว้นระยะห่าง ยิ่งห่างมาก ยิ่งเกี่ยวข้องกันน้อยลง อาจเลือกนั่งให้ห่างกันสักหน่อย ปลีกตัวไปทำงานที่อื่น ออกไปประชุมข้างนอกบ้าง ขอ work from home บ้างก็ได้

✦ หาโล่มนุษย์ หมายถึง คนที่มีจิตใจแข็งแกร่งพร้อมปกป้องคุณจากคนเฮงซวย อย่างเช่น หัวหน้างานที่ไว้วางใจได้และพร้อมจะปกป้องลูกทีมจากคนเฮงซวยของทีมอื่น 

วิธีนี้ได้ผลจริงสำหรับซิสสมัยเพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ เมื่อเจอคนเฮงซวยที่เป็นหัวหน้าของทีมอื่น โยนงานของตัวเองมาให้เราทำ ด้วยเหตุผลที่ว่า “น้องทำงานนี้ดีกว่าและเร็วกว่า” (เหมือนชมเพื่อหลอกใช้) ทีแรกหัวหน้าของซิสไม่ได้เข้ามาแทรกแซง เพราะคนเฮงซวยนั้นโยนงานมาข้ามหน้าข้ามตาเขา และซิสบอกหัวหน้าเองว่า “น้องเอาอยู่และอยากลองจัดการด้วยตัวเอง” แล้วก็ได้บทเรียนว่า “อย่าใช้เหตุผลกับคนบ้า” 😂 สุดท้ายหัวหน้าของซิสก็เข้ามาจัดการให้ จบความเฮงซวยตลอดสามเดือนให้ภายในวันเดียว รวมถึงสอนให้เรารู้จักพึ่งพาอำนาจของคนอื่นในเวลาที่จำเป็น

✦ ชะลอจังหวะ ในหนังสือ Disneyland ทำอะไร ทำไมใครๆ ก็หลงรัก บอกไว้ว่า “คนเราจะโกรธปรี๊ดสุดๆ ได้เพียง 6 วินาทีเท่านั้น” ดังนั้นเมื่อคุณรู้ตัวว่าจะระเบิดลง ให้นับ 1-6 ช้าๆ ในใจ หรือขอผละขอตัวออกมาจากสถานการณ์นั้นก่อน การรับมือกับคนเฮงซวยในสภาพที่ไม่พร้อม อาจจะเผลอสติหลุดจนทำให้เรื่องเลวร้ายลงได้

มาดูตัวอย่างของวิธีชะลอจังหวะจากหนังสือกัน มีนักศึกษาปริญญาเอกที่เจอคนเฮงซวยเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาจอมคลั่ง ที่มักจะโทรมาต่อว่าอย่างไร้เหตุผลในเวลาที่ไม่ควร (เช่น ตอนตีสอง) หรือส่งอีเมลยาวเหยียดและหลายฉบับที่เต็มไปด้วยข้อความกวนโมโห นักศึกษาคนนั้นรับมือด้วยวิธีชะลอจังหวะในการตอบกลับ อย่างการไม่รับโทรศัพท์และไม่ตอบข้อความนอกเวลาทั้งตั้งไว้ เว้นระยะเวลา 2-3 วันในการตอบกลับอีเมลที่ไม่ได้มีเนื้อหาสำคัญ วิธีนี้ช่วยให้เธอมีระยะเวลาสงบใจ มีสติในการตอบข้อความ และกลั่นกรองคำตอบที่ดีที่สุดได้

5. ปรับมุมมองเพื่อพิทักษ์จิตวิญญาณของคุณ

ถ้าคุณหนีไม่ได้ จะหลีกเลี่ยงก็ยาก จำเป็นต้องอยู่ร่วมกับคนเฮงซวย วิธีถัดมาคือ ปรับทัศนคติของตัวเอง เพราะมันง่ายกว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนอื่น วิธีนี้เป็นเหมือนเกราะป้องกันจิตวิญญาณของคุณให้ไม่ถูกฉุดลงไปต่ำตมกับคนเฮงซวย หรือป้องกันเชื้อเฮงซวยมาติดคุณนั้นเอง

กรณีนี้เช่น นักเรียนเตรียมทหารคนหนึ่งที่เจอกลุ่มรุ่นพี่เฮงซวย รับน้องด้วยวิธีที่งี่เง่า อย่างการลงโทษเธอเพราะไม่สามารถท่องเนื้อข่าวบนหน้าแรกของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ฉบับวันนั้นได้ทั้งหมด พวกเขาด่าว่าเธอว่าล้มเหลวในฐานะทหารและบุคคล (หืมมม?) เธอไม่อยากหนีเพราะการเป็นทหารคือความฝันของเธอ จะหลีกเลี่ยงหลบหน้าก็ไม่ได้ เธอจึงเริ่มปรับมุมมอง เลือกมองที่ความสร้างสรรค์และน่าขบขันของรุ่นพี่แทน เธอประทับใจใน “ไหวพริบและทักษะ” ของพวกเขา นั้นทำให้เธอมองการรับน้องเป็นเรื่องน่าเศร้าและน่ากลัวน้อยลง

✦ การเลือกมองสิ่งดีๆ คิดในแง่บวก ช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นและมีพฤติกรรมที่ดีต่อตัวเอง

✦ ไม่ถือเอาเป็นเรื่องส่วนตัว คนเฮงซวยมักจะปฏิบัติตัวแย่ๆ ใส่คนรอบข้าง ไม่ใช่แค่คุณโดนคนเดียว ดังนั้นอย่าถือโทษตัวเองว่าเราทำผิดอะไร คุณก็แค่ดวงซวยเท่านั้น

“When they go low, we go high.
เมื่อเขาลงต่ำ เราต้องขึ้นสูง”

– Michelle Obama

✦ Kill them with kindness ฆ่าพวกเขาด้วยความใจดี หมายถึง การรับมือคนเฮงซวยด้วยความสุภาพอ่อนโยน วิธีนี้ช่วยลดความรุนแรง และถ้าคนเฮงซวยยังมีจิตสำนึกอยู่บ้าง ท้ายที่สุดเขาจะรู้ตัวและเป็นฝ่ายขอโทษหรือถอยห่างออกไปเอง

ในหนังสือ BECOMING ของอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง มิเชลล์ โอบามา ได้พูดถึงวิธีนี้ในการรับมือกับถ้อยคำเกลียดชังที่โจมตีครอบครัวของเธอ เราจะต้องไม่ลดตัวลงไปอยู่ระดับเดียวกับพวกเขา เมื่อพวกเขาลงต่ำ เราต้องขึ้นสูง นั้นทำให้เรายังภาคภูมิใจในตัวเองอยู่ได้

✦ มองย้อนกลับมาจากอนาคต ลองนึกถึงคนเฮงซวยที่คุณเคยเจอสมัยเด็กๆ ดู หรือคนที่คุณเจอเมื่อสองปีก่อน คุณยังจำพวกเขาได้มั้ย? พวกเขายังทำให้คุณโกรธเคือง ต่ำต้อย หมดแรงอยู่หรือเปล่า? นี้คือนิยามของคำว่า “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” มีพบก็ต้องมีจาก คำๆ นี้มักใช้กับคนที่รัก แต่จริงๆ มันก็ใช้กับคนเฮงซวยได้ด้วยนะ คนเฮงซวยที่ผ่านเข้ามาในชีวิตคุณ เดี๋ยวก็ต้องมีวันที่จากกันไป

6. ตอบโต้

นี้เป็นวิธีสุดท้ายและท้ายสุดที่แนะนำในการรับมือกับคนเฮงซวย เพราะมีความเสี่ยงหลายอย่าง และคุณอาจลงเอยด้วยการสร้างวงจรอุบาทว์ แก้แค้นกันไม่รู้จบ จนเหนื่อยกว่าเดิมได้

การตอบโต้ที่ประสบความสำเร็จคือ ตอบโต้ถูกคน ถูกเวลา และถูกวัตถุประสงค์ ซึ่งไม่ใช่ทำเพื่อให้คุณสบายใจหรือสะใจเท่านั้น แต่ต้องช่วยยุติวงจรความเฮงซวย หรืออย่างน้อยก็ให้คนเฮงซวยเลิกยุ่งกับคุณ

3 ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ตัดสินใจว่าควรตอบโต้หรือไม่คือ อำนาจ • ข้อมูลหลักฐาน • ความร่วมมือจากคนอื่น ถ้าคุณมีอำนาจเหนือคนเฮงซวย มันก็ไม่ยากเลยที่จะตอบโต้กลับ เพียงแต่ต้องทำให้ถูกเวลา แต่การที่คุณมีอำนาจน้อยกว่าก็ไม่ได้หมายความว่าจะโต้กลับไม่ได้

ตัวอย่างเช่น กรณีของผู้ประกาศข่าวสาวช่องฟ็อกซ์นิวส์ เกรตเช่น คาร์ลสัน ฟ้องร้อง โรเจอร์ เอลส์ ผู้ก่อตั้งและประธานสถานีของช่อง หลังจากเธอถูกบังคับให้ลาออกเพราะปฏิเสธการเข้าหาที่ส่อไปในทางเพศของเขา เธอยังร้องเรียนเรื่องการเหยียดเพศจากเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ในฟ็อกซ์ด้วย เอลส์เป็นผู้มีอิทธิพลทางสื่อมากที่สุดคนหนึ่งของโลก เขาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แถมยังมีคำให้การยืนยันชั้นเยี่ยมจากเหล่าผู้ประกาศแม่เหล็กของช่อง 

แต่ปรากฏว่าภายในสองเดือน เอลส์ถูกไล่ออก ฟ็อกซ์จ่ายเงินทดแทนให้คาร์ลสัน 20 ล้านดอลล่าร์ รวมถึงบริษัทออกแถลงการขอโทษต่อสาธารณะชน เพราะคาร์ลสันมีหลักฐานเป็นเทปบันทึกเสียงตอนที่เอลส์กำลังคุกคามเธอ รวมถึงมีเหยื่ออีกมากมายออกมาร่วมเปิดเผยพฤติกรรมแย่ๆ ของเอลส์ด้วย

ตัวอย่างนี้อยากให้เห็นว่า ถึงคุณมีอำนาจน้อยกว่า แต่ถ้ามีข้อมูลหลักฐาน มีความร่วมมือจากคนอื่น วางแผนอย่างรัดกุมเพื่อตอบโต้ถูกคน ถูกเวลา ถูกวัตถุประสงค์ ตามหลักที่กล่าวไปทั้งหมด ก็ประสบความสำเร็จในการตอบโต้ได้

7. จงมีส่วนร่วมในการแก้ไข

เราอาจจะหนีจากคนเฮงซวยได้ แต่สุดท้ายถ้าไม่มีใครแก้ไขเลย ความเฮงซวยก็จะแพร่กระจายจนยากที่จะหยุด เหมือนกับโรคติดต่อที่ไม่มีวัคซีน นั้นเป็นเหตุผลที่ว่า เราทุกคนควรมีส่วนร่วมในการแก้ไข หรืออย่างน้อยก็อย่างสร้างปัญหาซะเอง

ซื้อหนังสือศิลปะการอยู่ร่วมกับคนเฮงซวย : นายอินทร์, SE-ED, Kinokuniya

“Compliment more often. As people receive compliments, they become kinder, gentler and more beautiful.
การพูดชมคนอื่นบ่อยๆ จะทำให้เขาอ่อนโยน แล้วเขาก็จะส่งต่อความอ่อนโยนนั้นให้กับคนอื่น… นั้นไม่ใช่เรื่องดีกรอกหรอ?”

– Jimin, BTS

ขอทิ้งท้ายไว้ด้วยคำพูดดีๆ จากไอดอลของซิส จีมิน วง BTS ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ซิสชอบมากๆ แล้วมันก็ได้ผลดีด้วย ไม่มีใครที่เกลียดคำชมที่จริงใจหรอก คำพูดดีๆ ช่วยให้คนอ่อนโยนลงได้ ไม่ใช่มีแต่ความเฮงซวยที่ติดต่อกันได้ แต่ความอ่อนโยนก็เป็นนิสัยดีที่ติดต่อกันได้เช่นกัน เพียงแต่อาจจะใช้เวลานานกว่าและความพยายามมากกว่า



Total
0
Shares
Edit Template

𐙚˙⋆ sis academy .˚ ᡣ𐭩

lifelong learning hub & creative studio

2024 © sis-academy.com | by Ponglada Niyompong

𐙚˙⋆ sis academy .˚ ᡣ𐭩

lifelong learning hub & creative studio

©2020 – 2024 SIS ACADEMY | by Ponglada Niyompong

Edit Template