Categories

2024 © SIS-ACADEMY.COM | BY PONGLADA NIYOMPONG

Edit Template

let’s connect

Edit Template

ตามรอยโคนันที่เกาะมิยาจิม่า (Miyajima) นั่งกระเช้าลอยฟ้า ปีนเขามิเซน

ยินดีต้อนรับเข้าสู่วันที่ 2 ของทริปนั่งรถไฟเที่ยวญี่ปุ่น 9 เมือง 7 วัน ฉบับผู้หญิงคนเดียวของซิสค่ะ ตามแผนการแล้ว ช่วงเช้าเราจะออกเดินทางจากเมืองฮากาตะ (Hakata) ไปปั่นจักรยานเล่นรอบเมืองยามากุจิ (Yamaguchi) แต่เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น (ตื่นสาย 😑) ซิสจึงข้ามไปเมืองถัดไปเลย นั่นคือเกาะมิยาจิม่า (Miyajima Island) ที่ตั้งของเสาโทริอิสีแดงกลางทะเล มรดกโลกอันโด่งดัง แม้แต่โคนันยังไปเที่ยว (และเกิดคดีอีกเช่นเคย)

ถึงจะตั้งชื่อตอนว่าตามรอยโคนัน แต่แท้จริงแล้วเราไม่ได้ตั้งใจไปตามรอยตั้งแต่แรกหรอก พอกลับถึงไทยแล้วถึงเพิ่งจะเอะใจว่าเจ้าหนูยมทูตเคยมาเยือนที่เกาะมิยาจิม่ากับเมืองฮิโรชิม่า (Hiroshima) นี่นา ซึ่งสองเมืองนี้อยู่ติดกันค่ะ พอลองเอารูปที่ถ่ายไว้มาเทียบดู “เป๊ะอยู่!” ราวกับจงใจเดินตามรอยเท้าโคนัน เลยขอโมเมว่าเป็นทริปตามรอยโคนัน ภาคเกาะมิยาจิม่า

วิธีการเดินทางไป-กลับเกาะมิยาจิม่า

ซิสเริ่มต้นเดินทางจากเมืองฮากาตะ จังหวัดฟุกุโอกะ ซึ่งเป็นที่พักในคืนแรก โดยจะไปยังเกาะมิยาจิม่า เดินทาง 3 ต่อด้วยพาหนะ 3 ชนิดดังนี้

  1. สถานีฮากาตะ จังหวัดฟุกุโอกะ ➝ สถานีฮิโรชิม่า จังหวัดฮิโรชิม่า โดยรถไฟชินคันเซ็น 🚅
  2. สถานีฮิโรชิม่า ➝ สถานีมิยามากุจิ (Miyamaguchi) โดยรถไฟท้องถิ่น JR 🚃
  3. สถานีมิยามากุจิ ➝ เกาะมิยาจิม่า โดยเรือเฟอร์รี่ ⛴

ทุกการเดินทางใช้ JR Sanyo San’in Pass ใบเดียวจ่ายได้หมดเลยค่ะ ราคาประมาณ 5,300 บาท ใช้ได้ 7 วันตลอด 9 เมืองของทริปนี้ ขึ้นได้ทุกขบวนยันเรือเฟอร์รี่ คุ้มมาก สะดวกด้วย เวลารีบเปลี่ยนขบวนไม่ต้องเสียเวลาซื้อตั๋วใหม่ ถ้าเราไม่ใช้ JR Pass แค่จากเมืองฮากาตะมาเกาะมิยาจิม่าก็ราคาเกือบ 1,600 บาทแล้ว ดังนั้นถ้าใครเที่ยวมากกว่า 3 เมืองขึ้นไป ข้ามจังหวัดไกลๆ แนะนำให้ใช้ JR Pass เลย

เกาะมิยาจิม่าตั้งอยู่เมืองฮัตสึกาอิจิ (Hatsukaichi) จังหวัดฮิโรชิม่า อยู่ห่างจากใจกลางเมืองฮิโรชิม่าเพียง 45 นาที จึงมีแพ็กเกจท่องเที่ยวยอดนิยม Hiroshima – Miyajima 1 Day Trip เที่ยววันเดียวได้ทั้ง 2 เมือง แต่ซิสว่าเที่ยววันละหนึ่งเมืองเต็มๆ ดีกว่าค่ะ เพราะแต่ละเมืองมีสถานที่ดีๆ และกิจกรรมให้ทำเพียบ วันเดียวเที่ยวไม่หมด

จากสถานีฮิโรชิม่าไปสถานีมิยามากุจิใช้เวลา 30 นาที ซึ่งเลือกไปได้หลายเส้นทาง ทั้งรถไฟฟ้า Tram, รถบัสและรถไฟท้องถิ่น JR ซึ่งซิสมีบัตร JR Pass อยู่จึงเลือกนั่งรถไฟท้องถิ่น JR ตาลุงโคโกโร่ก็เดินทางด้วยรถไฟ JR เช่นกัน แม้จะมีป้ายบอกขบวนรถไฟ เวลารถและชานชาลาเป็นภาษาอังกฤษ แต่มีชานชาลาละลานตามาก จึงต้องระวังยืนรอผิดชานชาลาค่ะ

เพื่อความชัวร์ ซิสสะกิดถามน้องนักเรียนหญิงต่อคิวข้างหน้าว่า “Can this train go to Miyajimaguchi?” น้องดูลนลานในทีแรก อาจเพราะภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง ซิสเลยทวนช้าๆ อีกครั้ง น้องพยายามสะกดทีละคำว่า “มิ-ยา-มา-กุ-จิ โอเค!” ทำมือโอเคและยิ้มหวานอย่างน่าเอ็นดู ประทับใจโมเมนต์แบบนี้ ตั้งแต่มาญี่ปุ่น ได้เจอแต่ชาวญี่ปุ่นน่ารักคอยช่วยเหลือตลอดเลยค่ะ

มาถึงสถานีมิยามากุจิแล้ว ว้าว! เหมือนในโคนันเป๊ะ ถนนโล่ง อากาศสดใสเหมาะกับการไปเดินเล่นบนเกาะ เรารีบเดินย่ำตุ้บตั้บไปตามป้ายชี้ทางไปยังเรือเฟอร์รี่ของ JR เพื่อข้ามฟากไปยังเกาะมิยาจิม่า ระหว่างทางเจอสิ่งมหัศจรรย์ของทริปนี้คือ ต้นไม้ต้นนี้! 🌳 ยังอยู่ทรงเดิมเป๊ะแบบในโคนัน! ซึ่งโคนันตอนนั้นฉายปี 2009 ซิสมาเที่ยวปี 2019 สิบปีผ่านไปอยู่ทรงไหนทรงนั้น หนักแน่นมั่นคงยิ่งกว่าชีวิตของดิฉันซะอีก นับถือ!

เรือข้ามฟากไปเกาะมิยาจิม่ามี 2 เจ้า สีน้ำเงินน่าจะเป็นของเอกชน ส่วนสีแดงเป็นของ JR แน่นอนว่าซิสขึ้นเรือของ JR โดยเรือออกทุก 15 นาที รอไม่นานนักสักพักเรือเฟอร์รี่ลำใหญ่ก็พานักท่องเที่ยวกว่า 40 ชีวิตข้ามฟาก ส่วนมากเป็นนักท่องเที่ยวชาวเกาหลี จีน ไทยและญี่ปุ่น มีฝรั่งเล็กน้อย หลังจากที่เมื่อวานไปเมืองเทพนิยายยูฟุอินแล้วไม่เจอนักท่องเที่ยวฝรั่งแม้แต่คนเดียว

นั่งเรือเฟอร์รี่เพียง 5 นาทีก็ถึงเกาะมิยาจิม่าแล้วค่ะ สิ่งมีชีวิตแรกที่ออกมาต้อนรับเรา ไม่ใช่คนท้องถิ่นหรือกุ้งหอยปูปลาในทะเล แต่เป็นเจ้าแบมบี้กวางน้อย มันรีบโดดหย็องแหย็งจากริมชายหาดมาหานักท่องเที่ยว แล้วดมฟุดฟิด หวังว่าจะมีขนมกวางเลียติดไม้ติดมือมาฝากมันบ้าง

เกาะนี้เป็นเกาะกวางครอง ไม่ต้องไปถึงเมืองนาราก็เจอกวางเต็มเมืองได้ น้องๆ เชื่องมาก ถ้ากระดิกนิ้วเรียกมันก็เดินมาหานะ แล้วดมรอบๆ ตัวเรา พอรู้ว่าไม่มีของกินให้ ก็สะบัดก้นเดินหนีไป

สถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะมิยาจิม่า

ศาลเจ้าอิทสึคุชิมะ (Itsukushima Jinja Otorii)

มาถึงปุ๊บก็ต้องรีบตรงไปยังแลนด์มาร์คของเกาะ ศาลเจ้าอิทสึคุชิมะ (Itsukushima Jinja Otorii) ที่มีเสาโทริอิสีแดงกลางทะเลที่ตั้งตงาดมาเกือบหนึ่งสหัสวรรษ! เอ๊ะ เสาใหญ่แดงแปร๊ดขนาดนั้นมันน่าจะโดดเด่นอยู่ข้างทะเลนี้ หายไปไหนนะ? เห็นแต่นั่งร้านผ้าคลุมสีขาวคลุมอะไรอยู่ไม่รู้ พอลองเปิดโลเคชั่นในกูเกิ้ลแมพส์เทียบ ชัดเลย! ตำแหน่งของนั่งร้านนั้นมันคือที่ตั้งของเสาโทริอิสีแดง

สรุปแล้วเขาปิดซ่อมบำรุงอยู่ค่า ปิดมาตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน 2019 เห็นว่าใช้เวลาซ่อมอย่างน้อยหนึ่งปีเต็ม บทเรียนครั้งนี้ทำให้รู้ว่า ถ้าจะไปเที่ยวที่ไหน โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมโบราณ อย่าลืมเช็คภาพปัจจุบันก่อนนะ ไม่ใช่ดูจากโคนันเมื่อสิบปีที่แล้ว ฮ่าๆ

ถึงไม่ได้เห็นเสาจริง แต่ยังมีเสาจำลองอยู่หน้าศาลเจ้าค่ะ ตั้งอยู่บนชายหาดใกล้ๆ กันเลย ดูเป็นศาลเจ้าที่ใหม่มาก น่าจะตั้งได้ไม่นานมานี่เอง

จุดชมวิวที่เห็นเสาโทริอิสีแดงได้ดีที่สุดคือศาลเจ้าอิตสึกุชิมะค่ะ เวลาที่เราไปเป็นตอนเที่ยงนิดๆ เป็นช่วงน้ำลงเลยไปเดินเล่นถ่ายรูปที่ชายหาดได้ แต่พอตกเย็นเป็นช่วงน้ำขึ้น พอถึงกลางคืนน้ำจะท่วมฐานมิด ศาลเจ้าจะเปิดไฟประดับสีทองอร่าม สว่างตัดกับความมืดมิด จนเหมือนศาลเจ้าลอยอยู่กลางทะเลเลยค่ะ

พิพิธภัณฑ์ศาลเจ้าอิตสีกุชิมะ

ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์ศาลเจ้าอิตสีกุชิมะ (Itsukushima Shrine Treasure Museum) หากใครชอบดูวัตถุโบราณต้องไม่พลาด ซึ่งซิสพลาดไปแล้ว น้ำตาไหล เพราะหน้าตึกไม่มีป้ายภาษาอังกฤษบอกไว้ ซิสตั้งใจจะไปพิพิธภัณฑ์นี้แหละ แล้วก็เดินเลยผ่านไปเฉยเพราะไม่รู้ว่าเป็นที่ที่เราตามหาอยู่ มารู้ว่ามันคือที่นี่จากโคนันนี่แหละ

วัดไดกันจิ

ตรงข้ามพิพิธภัณฑ์ศาลเจ้า จะเป็นวัดไดกันจิ (Daiganji Temple) ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นค่ะ ว่ากันว่าวัดนี้ถูกบูรณะในปี 1201 ซึ่งก็กว่า 800 ปีมาแล้ว มีพระพุทธรูปที่ถูกบันทึกว่าเป็นสมบัติแห่งชาติอยู่ถึง 4 รูป และหนึ่งในนั้นคือพระพุทธรูปยาคุชิ เนียวไร! ขอสารภาพว่าไม่สันทัดเรื่องศาสนา แต่ตื่นเต้นมาก เพราะคุ้นว่าชื่อพระองค์นี้ปรากฏอยู่ในโคนัน เดอะมูฟวี่ 7 คดีฆาตกรรมแห่งเมืองปริศนา

เซนโจคาคุและเจดีย์ห้าชั้น

ระหว่างทางไปขึ้นกระเช้าลอยฟ้าจะเจอกับเซนโจคาคุและเจดีย์ห้าชั้น (Senjokaku Hall) อยู่ติดกับศาลเจ้าอิตสึกุชิมะเลยค่ะ เซนโจคาคุมีความหมายว่า ‘ศาลาเสื่อหนึ่งพันผืน’ เพราะที่นี่มีพื้นที่เท่ากับเสื่อทาทามิประมาณ 1,000 ผืนนั้นเอง ดูจากภาพแล้วข้างในหน้าขึ้นไปมาก เป็นจุดชมวิวที่สวยเลย น่าเสียดายที่เวลาไม่พอเลยอดไป

กระเช้าลอยฟ้ามิยาจิม่า

พ้นจากหาดทรายแล้วก็มาขึ้นภูเขากันค่ะ ทีแรกผู้หญิงที่มีต้นขาแข็งแรงอย่างเรา อยากจะปีนเขาเดินชมป่าไม้ ร้องเพลงคุยกับสรรพสัตว์ราวกับเป็นเจ้าหญิงสโนว์ไวท์ ซิสยืนลังเลอยู่หน้าทางเข้าเส้นทางปีนเขาอยู่สักพักใหญ่ๆ แม้ตรงทางเข้าจะมีต้นไม้สีแดงยืนต้อนรับอย่างสดใส แต่มองลึกไปข้างใน… มืดมิดชนิดที่ว่าถ้าหลุดเข้าไปคงไม่มีใครเห็นเราแล้ว แถมไม่เห็นมีใครไปเส้นทางนี้เลย

คิดดูอีกที… กระเช้าลอยฟ้าก็ไม่ได้หานั่งได้ง่ายๆ ที่ไทยเนอะ 😅 หันหลังกลับไปต่อคิวขึ้นรถบัสเพื่อไปสถานีกระเช้าลอยฟ้าดีกว่า (เส้นทางปีนเขาก็ไปได้ แต่ไม่ควรไปคนเดียวจริงๆ ค่ะ มันมืดมาก)

สรุปแล้วเราเลยขึ้นเขาด้วยการนั่งกระเช้าลอยฟ้า (Miyajima Ropeway) มี 3 สถานีคือ สถานีแรก Momijidani, สถานีกลาง Kayadani และสถานีปลายทาง Shishi-iwa ซึ่งเกือบถึง Hiroshima Memorial Peace บนยอดเขามิเซนแล้ว แต่ยังไม่ถึงนะ เราต้องเดินต่อราว 30-50 นาทีไปจนถึงยอดเขาเองค่ะ

จากสถานีแรกไปสถานีกลางเป็นกระเช้าขนาด 4 คน เนื่องจากมีคนต่อคิวเยอะ เราจึงได้นั่งกับคู่รักชาวไต้หวันที่มาฮันนีมูนกัน สาวโสดอย่างดิฉันก็รู้สึกเขินอยู่นิดๆ เห็นเขากำลังเซลฟี่กันอยู่ เลยเสนอตัวไปว่า “Do you want to me to take a photo for you?” ฝ่ายชายปฏิเสธมาอย่างนุ่มนวลว่า “No, but thank you. And you?” ใจจริงก็อยากให้เขาถ่ายให้ แต่เขาปฏิเสธเรามา เราก็เกรงใจเลยบอก “It’s okay” พยายามยิ้มแก้อึดอัดสุดๆ

สักพักเขาก็ชวนคุยว่ายูมาจากที่ไหนหรอ? พอรู้ว่ามาจากไทยแลนด์ก็โอ้เยเฮฮาเลย เพราะฝ่ายชายทำงานในบริษัทที่มีสาขาอยู่กรุงเทพฯ เลยมากรุงเทพฯ บ่อยๆ เขาถามว่ายูมาคนเดียวหรอ? เดี๋ยวนี้เห็นคนไทยเที่ยวต่างประเทศกันเยอะมาก เศรษฐกิจดีน่าดู ดิฉันปาดเหงื่อยิ้มตอบว่า “Probably Probably” 😂

ซิสก็บอกว่าปีที่แล้วไอไปไต้หวันมานะ ไปไทเปมา เขาก็บอกพวกเราอาศัยอยู่ที่ไทเปแหละ นี่เลยยอว่า อาหารที่นั้นอร่อยดีนะ เขาก็ทำหน้าไม่เชื่อเพราะเพื่อนร่วมงานชาวไทยของเขาบ่นเสมอเวลาเขาซื้ออาหารไทเปไปฝาก (เอ้า! คุณพี่) เขาบอกว่าเพื่อนเขาภูมิใจในอาหารไทยมาก ซิสเลยโมเมไปว่า “อ่อ เพื่อนยูอาจจะชอบอาหารรสจัดก็ได้ ฉันว่าอาหารไทเปอร่อยก็จริง แต่ไม่ค่อยเผ็ดอะ เลยอาจจะจืดไป” เขาก็ถึงบางอ้อเลย ฝ่ายหญิงเลยพูดมาว่า “งั้นคราวหน้าเราลองทำซุป@%^#@ สไปซี่ไปให้เขาชิมดีกว่า” (เตรียมตัวเผ็ดเลยค่ะคุณพี่) 

ก่อนลงกระเช้าแยกย้าย เขาก็ให้ขนมเค้กไข่จากร้านที่มีชื่อเสียงของไต้หวันมา พวกเขามักจะพกขนมจากบ้านเกิดติดตัวเวลาไปต่างบ้านต่างเมืองเพื่อเอาให้คนที่ใจดีกับเขา โอ้ย! น่ารักมาก เอามือทาบอกอย่างตื้นตันแอบเสียดาย เพราะซิสเองก็เอากระเป๋าใบเล็กลายช้างไทยติดตัวไปสองใบเพื่อให้เป็นของขวัญกับคนที่ใจดีกับเรา ซึ่งให้ไปครบตั้งแต่วันแรกที่ญี่ปุ่นแล้ว เจอคนใจดีเยอะมาก

เขามิเซน

ถึงสถานีบนสุดแล้ว! แต่ยังไม่ใช่ Top of the Mount Misen นะ ต้องเดินต่อ 30-50 นาที (ขึ้นอยู่กับพลังของแต่ละคน) จะถึงยอดเขามิเซนค่ะ ระหว่างทางก็ชมป่าไม้เขียวขจี ซึ่งส่วนใหญ่เริ่มผลัดใบเกือบหมดแล้ว เส้นทางเดินขึ้นเขาทำไว้อย่างดี เดินได้สบายไม่ต้องกลัวหลง

สำหรับซิสแล้วไฮไลท์จริงๆ ของเกาะเราว่าไม่ได้อยู่ที่หาดทราย แต่อยู่บนภูเขามากกว่า ในโคนันอาจจะไม่ได้ไป แต่เราได้ขึ้นกระเช้าลอยฟ้ามิยาจิม่า ปีนเขา ไหว้พระ ชมวิวบนยอดเขามิเซน จุดนี้ชาเลนจ์กล้ามขามาก ทำให้กลับมามองร่างกายตัวเองว่า ฝันจะไปปีนเขาที่เนปาลหรอ ยังเร็วไปสิบปียัยหนู! แอบเขินหนักไปอีกตอนเดินสวนคุณตาคุณยายชาวญี่ปุ่นที่ใช้ไม้เท้าช่วยปีนเขา ทั้งคู่เดินแบบสบายๆ คุยกันกระหนุงกระหนิงน่ารักมาก หันมามองตัวเรา มือซ้ายยาพ่นหอบ มือขวาพิมเสน เดินไปดมไปจนถึงยอดเขาเลยค่ะ

หลังจากเดินฟังเสียงตัวเองเหนื่อยหอบเกือบ 20 นาที มาถึงเช็คมาร์คแรกแล้ว อาคารเรคะโดะ (Reikado Hall) หรือถูกขนานนามว่า ‘อาคารแห่งเปลวไฟนิรันดร์’ ว่ากันว่าท่านโคโบะไดชิ (Kobo Daishi) ผู้เผยแพร่ศาสนาพุทธนิกายมหายานในญี่ปุ่น ได้จุดเทียนไว้ครั้นมาฝึกตนและสวดภาวนาที่เขามิเซนแห่งนี้ หลังจากนั้นเปลวไฟที่นี่ก็ถูกจุดต่อเนื่องเรื่อยมากว่า 1,200 ปีแล้ว สุดยอด!

ใครที่มาคนเดียวไม่ต้องกลัวว่าจะหลงหายแล้วไม่มีใครตามหา เพราะเขามีเครื่องนับจำนวนคนด้วย คอยนับจำนวนคนที่ผ่านขึ้นเขาไปและกลับลงมา ปักเรียงรายไว้ตามทางยาวๆ

กว่าเราจะกลับมาถึงข้างล่างก็สี่โมงกว่าแล้ว อีกถึงชั่วโมงพระอาทิตย์ก็จะลาลับขอบฟ้า ร้านรวงเลยเริ่มทยอยปิด น่าเสียดายที่มาไม่ทัน Miyajima Aquarium เห็นว่ามีโชว์แมวน้ำอุ๋งๆ ด้วย เราเลยเดินเล่นต่ออีกสักแปปก็ลงเรือกลับเกาะใหญ่ โบกมือบ๊ายบายเขามิเซน ลาก่อนนะเกาะกวางน้อยและทริปตามรอยโคนัน



Total
0
Shares

ตามรอยโคนันที่เกาะมิยาจิม่า (Miyajima) นั่งกระเช้าลอยฟ้า ปีนเขามิเซน

♡ save for later

ยินดีต้อนรับเข้าสู่วันที่ 2 ของทริปนั่งรถไฟเที่ยวญี่ปุ่น 9 เมือง 7 วัน ฉบับผู้หญิงคนเดียวของซิสค่ะ ตามแผนการแล้ว ช่วงเช้าเราจะออกเดินทางจากเมืองฮากาตะ (Hakata) ไปปั่นจักรยานเล่นรอบเมืองยามากุจิ (Yamaguchi) แต่เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น (ตื่นสาย 😑) ซิสจึงข้ามไปเมืองถัดไปเลย นั่นคือเกาะมิยาจิม่า (Miyajima Island) ที่ตั้งของเสาโทริอิสีแดงกลางทะเล มรดกโลกอันโด่งดัง แม้แต่โคนันยังไปเที่ยว (และเกิดคดีอีกเช่นเคย)

ถึงจะตั้งชื่อตอนว่าตามรอยโคนัน แต่แท้จริงแล้วเราไม่ได้ตั้งใจไปตามรอยตั้งแต่แรกหรอก พอกลับถึงไทยแล้วถึงเพิ่งจะเอะใจว่าเจ้าหนูยมทูตเคยมาเยือนที่เกาะมิยาจิม่ากับเมืองฮิโรชิม่า (Hiroshima) นี่นา ซึ่งสองเมืองนี้อยู่ติดกันค่ะ พอลองเอารูปที่ถ่ายไว้มาเทียบดู “เป๊ะอยู่!” ราวกับจงใจเดินตามรอยเท้าโคนัน เลยขอโมเมว่าเป็นทริปตามรอยโคนัน ภาคเกาะมิยาจิม่า

วิธีการเดินทางไป-กลับเกาะมิยาจิม่า

ซิสเริ่มต้นเดินทางจากเมืองฮากาตะ จังหวัดฟุกุโอกะ ซึ่งเป็นที่พักในคืนแรก โดยจะไปยังเกาะมิยาจิม่า เดินทาง 3 ต่อด้วยพาหนะ 3 ชนิดดังนี้

  1. สถานีฮากาตะ จังหวัดฟุกุโอกะ ➝ สถานีฮิโรชิม่า จังหวัดฮิโรชิม่า โดยรถไฟชินคันเซ็น 🚅
  2. สถานีฮิโรชิม่า ➝ สถานีมิยามากุจิ (Miyamaguchi) โดยรถไฟท้องถิ่น JR 🚃
  3. สถานีมิยามากุจิ ➝ เกาะมิยาจิม่า โดยเรือเฟอร์รี่ ⛴

ทุกการเดินทางใช้ JR Sanyo San’in Pass ใบเดียวจ่ายได้หมดเลยค่ะ ราคาประมาณ 5,300 บาท ใช้ได้ 7 วันตลอด 9 เมืองของทริปนี้ ขึ้นได้ทุกขบวนยันเรือเฟอร์รี่ คุ้มมาก สะดวกด้วย เวลารีบเปลี่ยนขบวนไม่ต้องเสียเวลาซื้อตั๋วใหม่ ถ้าเราไม่ใช้ JR Pass แค่จากเมืองฮากาตะมาเกาะมิยาจิม่าก็ราคาเกือบ 1,600 บาทแล้ว ดังนั้นถ้าใครเที่ยวมากกว่า 3 เมืองขึ้นไป ข้ามจังหวัดไกลๆ แนะนำให้ใช้ JR Pass เลย

เกาะมิยาจิม่าตั้งอยู่เมืองฮัตสึกาอิจิ (Hatsukaichi) จังหวัดฮิโรชิม่า อยู่ห่างจากใจกลางเมืองฮิโรชิม่าเพียง 45 นาที จึงมีแพ็กเกจท่องเที่ยวยอดนิยม Hiroshima – Miyajima 1 Day Trip เที่ยววันเดียวได้ทั้ง 2 เมือง แต่ซิสว่าเที่ยววันละหนึ่งเมืองเต็มๆ ดีกว่าค่ะ เพราะแต่ละเมืองมีสถานที่ดีๆ และกิจกรรมให้ทำเพียบ วันเดียวเที่ยวไม่หมด

จากสถานีฮิโรชิม่าไปสถานีมิยามากุจิใช้เวลา 30 นาที ซึ่งเลือกไปได้หลายเส้นทาง ทั้งรถไฟฟ้า Tram, รถบัสและรถไฟท้องถิ่น JR ซึ่งซิสมีบัตร JR Pass อยู่จึงเลือกนั่งรถไฟท้องถิ่น JR ตาลุงโคโกโร่ก็เดินทางด้วยรถไฟ JR เช่นกัน แม้จะมีป้ายบอกขบวนรถไฟ เวลารถและชานชาลาเป็นภาษาอังกฤษ แต่มีชานชาลาละลานตามาก จึงต้องระวังยืนรอผิดชานชาลาค่ะ

เพื่อความชัวร์ ซิสสะกิดถามน้องนักเรียนหญิงต่อคิวข้างหน้าว่า “Can this train go to Miyajimaguchi?” น้องดูลนลานในทีแรก อาจเพราะภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง ซิสเลยทวนช้าๆ อีกครั้ง น้องพยายามสะกดทีละคำว่า “มิ-ยา-มา-กุ-จิ โอเค!” ทำมือโอเคและยิ้มหวานอย่างน่าเอ็นดู ประทับใจโมเมนต์แบบนี้ ตั้งแต่มาญี่ปุ่น ได้เจอแต่ชาวญี่ปุ่นน่ารักคอยช่วยเหลือตลอดเลยค่ะ

มาถึงสถานีมิยามากุจิแล้ว ว้าว! เหมือนในโคนันเป๊ะ ถนนโล่ง อากาศสดใสเหมาะกับการไปเดินเล่นบนเกาะ เรารีบเดินย่ำตุ้บตั้บไปตามป้ายชี้ทางไปยังเรือเฟอร์รี่ของ JR เพื่อข้ามฟากไปยังเกาะมิยาจิม่า ระหว่างทางเจอสิ่งมหัศจรรย์ของทริปนี้คือ ต้นไม้ต้นนี้! 🌳 ยังอยู่ทรงเดิมเป๊ะแบบในโคนัน! ซึ่งโคนันตอนนั้นฉายปี 2009 ซิสมาเที่ยวปี 2019 สิบปีผ่านไปอยู่ทรงไหนทรงนั้น หนักแน่นมั่นคงยิ่งกว่าชีวิตของดิฉันซะอีก นับถือ!

เรือข้ามฟากไปเกาะมิยาจิม่ามี 2 เจ้า สีน้ำเงินน่าจะเป็นของเอกชน ส่วนสีแดงเป็นของ JR แน่นอนว่าซิสขึ้นเรือของ JR โดยเรือออกทุก 15 นาที รอไม่นานนักสักพักเรือเฟอร์รี่ลำใหญ่ก็พานักท่องเที่ยวกว่า 40 ชีวิตข้ามฟาก ส่วนมากเป็นนักท่องเที่ยวชาวเกาหลี จีน ไทยและญี่ปุ่น มีฝรั่งเล็กน้อย หลังจากที่เมื่อวานไปเมืองเทพนิยายยูฟุอินแล้วไม่เจอนักท่องเที่ยวฝรั่งแม้แต่คนเดียว

นั่งเรือเฟอร์รี่เพียง 5 นาทีก็ถึงเกาะมิยาจิม่าแล้วค่ะ สิ่งมีชีวิตแรกที่ออกมาต้อนรับเรา ไม่ใช่คนท้องถิ่นหรือกุ้งหอยปูปลาในทะเล แต่เป็นเจ้าแบมบี้กวางน้อย มันรีบโดดหย็องแหย็งจากริมชายหาดมาหานักท่องเที่ยว แล้วดมฟุดฟิด หวังว่าจะมีขนมกวางเลียติดไม้ติดมือมาฝากมันบ้าง

เกาะนี้เป็นเกาะกวางครอง ไม่ต้องไปถึงเมืองนาราก็เจอกวางเต็มเมืองได้ น้องๆ เชื่องมาก ถ้ากระดิกนิ้วเรียกมันก็เดินมาหานะ แล้วดมรอบๆ ตัวเรา พอรู้ว่าไม่มีของกินให้ ก็สะบัดก้นเดินหนีไป

สถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะมิยาจิม่า

ศาลเจ้าอิทสึคุชิมะ (Itsukushima Jinja Otorii)

มาถึงปุ๊บก็ต้องรีบตรงไปยังแลนด์มาร์คของเกาะ ศาลเจ้าอิทสึคุชิมะ (Itsukushima Jinja Otorii) ที่มีเสาโทริอิสีแดงกลางทะเลที่ตั้งตงาดมาเกือบหนึ่งสหัสวรรษ! เอ๊ะ เสาใหญ่แดงแปร๊ดขนาดนั้นมันน่าจะโดดเด่นอยู่ข้างทะเลนี้ หายไปไหนนะ? เห็นแต่นั่งร้านผ้าคลุมสีขาวคลุมอะไรอยู่ไม่รู้ พอลองเปิดโลเคชั่นในกูเกิ้ลแมพส์เทียบ ชัดเลย! ตำแหน่งของนั่งร้านนั้นมันคือที่ตั้งของเสาโทริอิสีแดง

สรุปแล้วเขาปิดซ่อมบำรุงอยู่ค่า ปิดมาตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน 2019 เห็นว่าใช้เวลาซ่อมอย่างน้อยหนึ่งปีเต็ม บทเรียนครั้งนี้ทำให้รู้ว่า ถ้าจะไปเที่ยวที่ไหน โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมโบราณ อย่าลืมเช็คภาพปัจจุบันก่อนนะ ไม่ใช่ดูจากโคนันเมื่อสิบปีที่แล้ว ฮ่าๆ

ถึงไม่ได้เห็นเสาจริง แต่ยังมีเสาจำลองอยู่หน้าศาลเจ้าค่ะ ตั้งอยู่บนชายหาดใกล้ๆ กันเลย ดูเป็นศาลเจ้าที่ใหม่มาก น่าจะตั้งได้ไม่นานมานี่เอง

จุดชมวิวที่เห็นเสาโทริอิสีแดงได้ดีที่สุดคือศาลเจ้าอิตสึกุชิมะค่ะ เวลาที่เราไปเป็นตอนเที่ยงนิดๆ เป็นช่วงน้ำลงเลยไปเดินเล่นถ่ายรูปที่ชายหาดได้ แต่พอตกเย็นเป็นช่วงน้ำขึ้น พอถึงกลางคืนน้ำจะท่วมฐานมิด ศาลเจ้าจะเปิดไฟประดับสีทองอร่าม สว่างตัดกับความมืดมิด จนเหมือนศาลเจ้าลอยอยู่กลางทะเลเลยค่ะ

พิพิธภัณฑ์ศาลเจ้าอิตสีกุชิมะ

ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์ศาลเจ้าอิตสีกุชิมะ (Itsukushima Shrine Treasure Museum) หากใครชอบดูวัตถุโบราณต้องไม่พลาด ซึ่งซิสพลาดไปแล้ว น้ำตาไหล เพราะหน้าตึกไม่มีป้ายภาษาอังกฤษบอกไว้ ซิสตั้งใจจะไปพิพิธภัณฑ์นี้แหละ แล้วก็เดินเลยผ่านไปเฉยเพราะไม่รู้ว่าเป็นที่ที่เราตามหาอยู่ มารู้ว่ามันคือที่นี่จากโคนันนี่แหละ

วัดไดกันจิ

ตรงข้ามพิพิธภัณฑ์ศาลเจ้า จะเป็นวัดไดกันจิ (Daiganji Temple) ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นค่ะ ว่ากันว่าวัดนี้ถูกบูรณะในปี 1201 ซึ่งก็กว่า 800 ปีมาแล้ว มีพระพุทธรูปที่ถูกบันทึกว่าเป็นสมบัติแห่งชาติอยู่ถึง 4 รูป และหนึ่งในนั้นคือพระพุทธรูปยาคุชิ เนียวไร! ขอสารภาพว่าไม่สันทัดเรื่องศาสนา แต่ตื่นเต้นมาก เพราะคุ้นว่าชื่อพระองค์นี้ปรากฏอยู่ในโคนัน เดอะมูฟวี่ 7 คดีฆาตกรรมแห่งเมืองปริศนา

เซนโจคาคุและเจดีย์ห้าชั้น

ระหว่างทางไปขึ้นกระเช้าลอยฟ้าจะเจอกับเซนโจคาคุและเจดีย์ห้าชั้น (Senjokaku Hall) อยู่ติดกับศาลเจ้าอิตสึกุชิมะเลยค่ะ เซนโจคาคุมีความหมายว่า ‘ศาลาเสื่อหนึ่งพันผืน’ เพราะที่นี่มีพื้นที่เท่ากับเสื่อทาทามิประมาณ 1,000 ผืนนั้นเอง ดูจากภาพแล้วข้างในหน้าขึ้นไปมาก เป็นจุดชมวิวที่สวยเลย น่าเสียดายที่เวลาไม่พอเลยอดไป

กระเช้าลอยฟ้ามิยาจิม่า

พ้นจากหาดทรายแล้วก็มาขึ้นภูเขากันค่ะ ทีแรกผู้หญิงที่มีต้นขาแข็งแรงอย่างเรา อยากจะปีนเขาเดินชมป่าไม้ ร้องเพลงคุยกับสรรพสัตว์ราวกับเป็นเจ้าหญิงสโนว์ไวท์ ซิสยืนลังเลอยู่หน้าทางเข้าเส้นทางปีนเขาอยู่สักพักใหญ่ๆ แม้ตรงทางเข้าจะมีต้นไม้สีแดงยืนต้อนรับอย่างสดใส แต่มองลึกไปข้างใน… มืดมิดชนิดที่ว่าถ้าหลุดเข้าไปคงไม่มีใครเห็นเราแล้ว แถมไม่เห็นมีใครไปเส้นทางนี้เลย

คิดดูอีกที… กระเช้าลอยฟ้าก็ไม่ได้หานั่งได้ง่ายๆ ที่ไทยเนอะ 😅 หันหลังกลับไปต่อคิวขึ้นรถบัสเพื่อไปสถานีกระเช้าลอยฟ้าดีกว่า (เส้นทางปีนเขาก็ไปได้ แต่ไม่ควรไปคนเดียวจริงๆ ค่ะ มันมืดมาก)

สรุปแล้วเราเลยขึ้นเขาด้วยการนั่งกระเช้าลอยฟ้า (Miyajima Ropeway) มี 3 สถานีคือ สถานีแรก Momijidani, สถานีกลาง Kayadani และสถานีปลายทาง Shishi-iwa ซึ่งเกือบถึง Hiroshima Memorial Peace บนยอดเขามิเซนแล้ว แต่ยังไม่ถึงนะ เราต้องเดินต่อราว 30-50 นาทีไปจนถึงยอดเขาเองค่ะ

จากสถานีแรกไปสถานีกลางเป็นกระเช้าขนาด 4 คน เนื่องจากมีคนต่อคิวเยอะ เราจึงได้นั่งกับคู่รักชาวไต้หวันที่มาฮันนีมูนกัน สาวโสดอย่างดิฉันก็รู้สึกเขินอยู่นิดๆ เห็นเขากำลังเซลฟี่กันอยู่ เลยเสนอตัวไปว่า “Do you want to me to take a photo for you?” ฝ่ายชายปฏิเสธมาอย่างนุ่มนวลว่า “No, but thank you. And you?” ใจจริงก็อยากให้เขาถ่ายให้ แต่เขาปฏิเสธเรามา เราก็เกรงใจเลยบอก “It’s okay” พยายามยิ้มแก้อึดอัดสุดๆ

สักพักเขาก็ชวนคุยว่ายูมาจากที่ไหนหรอ? พอรู้ว่ามาจากไทยแลนด์ก็โอ้เยเฮฮาเลย เพราะฝ่ายชายทำงานในบริษัทที่มีสาขาอยู่กรุงเทพฯ เลยมากรุงเทพฯ บ่อยๆ เขาถามว่ายูมาคนเดียวหรอ? เดี๋ยวนี้เห็นคนไทยเที่ยวต่างประเทศกันเยอะมาก เศรษฐกิจดีน่าดู ดิฉันปาดเหงื่อยิ้มตอบว่า “Probably Probably” 😂

ซิสก็บอกว่าปีที่แล้วไอไปไต้หวันมานะ ไปไทเปมา เขาก็บอกพวกเราอาศัยอยู่ที่ไทเปแหละ นี่เลยยอว่า อาหารที่นั้นอร่อยดีนะ เขาก็ทำหน้าไม่เชื่อเพราะเพื่อนร่วมงานชาวไทยของเขาบ่นเสมอเวลาเขาซื้ออาหารไทเปไปฝาก (เอ้า! คุณพี่) เขาบอกว่าเพื่อนเขาภูมิใจในอาหารไทยมาก ซิสเลยโมเมไปว่า “อ่อ เพื่อนยูอาจจะชอบอาหารรสจัดก็ได้ ฉันว่าอาหารไทเปอร่อยก็จริง แต่ไม่ค่อยเผ็ดอะ เลยอาจจะจืดไป” เขาก็ถึงบางอ้อเลย ฝ่ายหญิงเลยพูดมาว่า “งั้นคราวหน้าเราลองทำซุป@%^#@ สไปซี่ไปให้เขาชิมดีกว่า” (เตรียมตัวเผ็ดเลยค่ะคุณพี่) 

ก่อนลงกระเช้าแยกย้าย เขาก็ให้ขนมเค้กไข่จากร้านที่มีชื่อเสียงของไต้หวันมา พวกเขามักจะพกขนมจากบ้านเกิดติดตัวเวลาไปต่างบ้านต่างเมืองเพื่อเอาให้คนที่ใจดีกับเขา โอ้ย! น่ารักมาก เอามือทาบอกอย่างตื้นตันแอบเสียดาย เพราะซิสเองก็เอากระเป๋าใบเล็กลายช้างไทยติดตัวไปสองใบเพื่อให้เป็นของขวัญกับคนที่ใจดีกับเรา ซึ่งให้ไปครบตั้งแต่วันแรกที่ญี่ปุ่นแล้ว เจอคนใจดีเยอะมาก

เขามิเซน

ถึงสถานีบนสุดแล้ว! แต่ยังไม่ใช่ Top of the Mount Misen นะ ต้องเดินต่อ 30-50 นาที (ขึ้นอยู่กับพลังของแต่ละคน) จะถึงยอดเขามิเซนค่ะ ระหว่างทางก็ชมป่าไม้เขียวขจี ซึ่งส่วนใหญ่เริ่มผลัดใบเกือบหมดแล้ว เส้นทางเดินขึ้นเขาทำไว้อย่างดี เดินได้สบายไม่ต้องกลัวหลง

สำหรับซิสแล้วไฮไลท์จริงๆ ของเกาะเราว่าไม่ได้อยู่ที่หาดทราย แต่อยู่บนภูเขามากกว่า ในโคนันอาจจะไม่ได้ไป แต่เราได้ขึ้นกระเช้าลอยฟ้ามิยาจิม่า ปีนเขา ไหว้พระ ชมวิวบนยอดเขามิเซน จุดนี้ชาเลนจ์กล้ามขามาก ทำให้กลับมามองร่างกายตัวเองว่า ฝันจะไปปีนเขาที่เนปาลหรอ ยังเร็วไปสิบปียัยหนู! แอบเขินหนักไปอีกตอนเดินสวนคุณตาคุณยายชาวญี่ปุ่นที่ใช้ไม้เท้าช่วยปีนเขา ทั้งคู่เดินแบบสบายๆ คุยกันกระหนุงกระหนิงน่ารักมาก หันมามองตัวเรา มือซ้ายยาพ่นหอบ มือขวาพิมเสน เดินไปดมไปจนถึงยอดเขาเลยค่ะ

หลังจากเดินฟังเสียงตัวเองเหนื่อยหอบเกือบ 20 นาที มาถึงเช็คมาร์คแรกแล้ว อาคารเรคะโดะ (Reikado Hall) หรือถูกขนานนามว่า ‘อาคารแห่งเปลวไฟนิรันดร์’ ว่ากันว่าท่านโคโบะไดชิ (Kobo Daishi) ผู้เผยแพร่ศาสนาพุทธนิกายมหายานในญี่ปุ่น ได้จุดเทียนไว้ครั้นมาฝึกตนและสวดภาวนาที่เขามิเซนแห่งนี้ หลังจากนั้นเปลวไฟที่นี่ก็ถูกจุดต่อเนื่องเรื่อยมากว่า 1,200 ปีแล้ว สุดยอด!

ใครที่มาคนเดียวไม่ต้องกลัวว่าจะหลงหายแล้วไม่มีใครตามหา เพราะเขามีเครื่องนับจำนวนคนด้วย คอยนับจำนวนคนที่ผ่านขึ้นเขาไปและกลับลงมา ปักเรียงรายไว้ตามทางยาวๆ

กว่าเราจะกลับมาถึงข้างล่างก็สี่โมงกว่าแล้ว อีกถึงชั่วโมงพระอาทิตย์ก็จะลาลับขอบฟ้า ร้านรวงเลยเริ่มทยอยปิด น่าเสียดายที่มาไม่ทัน Miyajima Aquarium เห็นว่ามีโชว์แมวน้ำอุ๋งๆ ด้วย เราเลยเดินเล่นต่ออีกสักแปปก็ลงเรือกลับเกาะใหญ่ โบกมือบ๊ายบายเขามิเซน ลาก่อนนะเกาะกวางน้อยและทริปตามรอยโคนัน



Total
0
Shares
Edit Template

𐙚˙⋆ sis academy .˚ ᡣ𐭩

lifelong learning hub & creative studio

2024 © sis-academy.com | by Ponglada Niyompong

𐙚˙⋆ sis academy .˚ ᡣ𐭩

lifelong learning hub & creative studio

©2020 – 2024 SIS ACADEMY | by Ponglada Niyompong

Edit Template